Transcription
การสืบพยานในสารสืบยังไงให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือไม่ใช่แค่การสืบพยานหรือการเบิกความแบบลอยๆ วันนี้เดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆเลยครับ สวัสดีครับกลับมาพบกับผมทนายเพชรจากช่องศรีสังรอนะครับ เราก็กลับมาอยู่ในช่วงของ Lawyer ทิปเทคนิคทนายความเพื่อนๆครับ
คำว่าสื่อพยานลอยๆหรือเบิกความลอยๆเนี่ย เป็นถ้อยคำที่เราไม่ได้เรียนกันมาในชั้นปริญญาตรีหรือชั้นเนติบัณฑิต เราก็ไม่เคยเจอ เพราะเป็นถ้อยคำที่ไม่ได้มีอยู่ในตัวบทกฎหมาย แต่เราพอมาลงสนามมาว่าความมาทำงานจริงๆแล้วเนี่ย คำว่านำสืบลอยๆหรือเบิกความรอยๆเราจะพบบ่อยมาก เพราะว่าเวลาที่ศาลจะไม่เชื่อคำพยานปากใดปากหนึ่ง คำว่าสืบพยานลอยๆหรือเบิกความลอยๆเนี่ย มันก็จะลอยมาปรากฏอยู่ในคำพิพากษาอยู่เป็นประจำ
วันนี้ผมเลยจะมาเล่าให้ฟังว่าเวลาเราจะเอาพยานขึ้นสืบขึ้นเบิกความหรือแม้กระทั่งเวลาเราจะทำบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยานเนี่ย เราจะทำยังไงให้การสืบพยานของเรามันมีน้ำหนักน่าเชื่อถือไม่ใช่เป็นการสืบพยานในรอย ฟังคลิปนี้จนจบจะได้รับคำตอบอย่างแน่นอนเลยนะครับ
ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจว่าการนำสื่อสืบลอยๆคืออะไร ผมอยากจะแนะนำให้รู้จักวิชาเรื่องนึงก่อน ที่เขาเรียกว่าวิชาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นวิชาที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงการทนายความในบ้านเรา มาจากตำราของอาจารย์หลวงสัตยุทธชำนาญ หรืออาจารย์เปลี่ยน ลีลาสรเนี่ย ท่านได้เขียนไว้เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว ซึ่งหลักเนี้ยมันมีอยู่ว่า เมื่อใครกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา จะต้องมีเหตุผลประกอบข้ออ้างมาเสมอ หรือในตำราเนี่ยเขาใช้คำว่ามือหนึ่งยื่นข้ออ้าง อีกมือหนึ่งต้องยื่นเหตุผลประกอบข้ออ้าง
ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าข้ออ้างคืออะไร ข้ออ้างเนี่ยคือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับคดีที่อ้างว่าตนเองได้รู้เห็นและสนับสนุนคดี เช่น อ้างว่าจำเลยยืมเงินไป อ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมให้ อ้างว่าเห็นจำเลยยิงคนร้าย อันนี้คือข้ออ้าง
ส่วนเหตุผลประกอบข้ออ้างคืออะไร เหตุผลประกอบข้ออ้างคือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับข้ออ้าง เป็นเรื่องที่สามารถเอามาเปรียบเทียบกับข้ออ้าง เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่พูดสิ่งที่อ้าง เนี่ยมันน่าเชื่อถือแค่ไหน เพื่อประเมินว่าสิ่งที่พูดเนี่ยมีน้ำหนักให้รับฟัง หรือมีคุณค่าแค่ไหน
ผมยกตัวอย่างเช่น เวลาคุณอ้างว่ามีคนยืมเงิน คุณก็ต้องมีเหตุผลประกอบข้ออ้าง เช่น ทำไมถึงให้เขายืมเงิน ยืมวันไหน มีใครเป็นพยานบ้าง ส่งมอบเงินด้วยวิธีการไหน เป็นวิธีการโอนหรือเป็นเงินสด แบบเนี้ยคือเรียกว่าเหตุผลประกอบข้ออ้าง แต่ถ้าอยู่บอกว่ามีคนมายืมเงินชั้นเฉยๆ โดยที่ไม่ได้ให้อธิบายเหตุผลเลย ว่าทำไมถึงให้ยืม ให้ยืมโดยวิธีการไหน มีใครเป็นพยานหรือเปล่า ไอ้แบบเนี้ยก็เรียกว่านำสืบแบบลอยๆ ไม่ให้เหตุผลประกอบข้ออ้างแล้ว
เหตุผลประกอบข้ออ้างเนี่ยมีอะไรบ้าง ในทางทฤษฎีเนี่ยมีทั้งหมด 3 อย่างด้วยกัน คือ เหตุผลสามัญ หรือเหตุผลธรรมดา ที่ทุกคนเข้า อย่างที่ 2 คือ เหตุผลวิสามัญ หรือเหตุผลทางวิชาพิเศษ หรือพูดง่ายๆคือ เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และอย่างที่ 3 คือ เหตุผลทางจิตวิทยา
เหตุผลสามัญคือที่มาที่ไปของข้ออ้าง เพื่อตรวจสอบความสมเหตุสมผลในสิ่งที่เราอ้างว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ตัวอย่างเช่น ทำไมถึงได้มารู้เห็นมาทำอะไรมาอย่างไร ประสาทสัมผัสเป็นยังไง สภาพแวดล้อมระยะใกล้ไกลระยะเวลาที่เห็น ปฏิกิริยาขณะที่เห็นทำยังไง หลังเห็นทำยังไง เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เคยเห็นคนๆนี้มาก่อนหรือเปล่า
ต่อมาคือสภาพของข้ออ้าง เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เราเห็นเนี่ยจริงหรือเปล่า รูปทรงขนาดจำนวนชนิดประเภทสีกลิ่นเสียงรส หรือตำหนิอะไรที่เราสามารถจดจำเหตุการณ์หรือบุคคลนั้นได้เป็นพิเศษ
และอย่างที่ 3 คือสิ่งแวดล้อมข้ออ้าง คือประเภทคน ประเภทวัตถุ ประเภทสัตว์ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องต้องการในสิ่งที่เราเล่า
ซึ่งในการนำสืบพยานเนี่ย ถ้าหากว่าเรามีการนำสืบเหตุผลสามัญประกอบข้ออ้างของเรา เรื่องของเราก็จะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น เวลาเราไปเบิกความว่าเราเห็นเหตุการณ์ลักทรัพย์เนี่ย เราก็เบิกความว่าทำไมเราถึงได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ เดินทางมาอย่างไร เดินทางมากับใคร เหตุการณ์ตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่เราเริ่มเห็นเหตุการณ์จนกระทั่งเหตุการณ์จบเป็นยังไง เราแต่งตัวยังไง มีตำหนิพิเศษอะไรให้เราจำได้ เราเคยเจอตัวคนร้ายมาก่อนหรือเปล่า บุคคลที่เกี่ยวข้องทรัพย์สินที่ถูกรักไปเนี่ยมันคืออะไร เราเห็นชัดเจนแค่ไหน สิ่งต่างๆเหล่าเนี้ยเขาเรียกว่าการนำสืบข้ออ้างประกอบเหตุผลของข้ออ้าง ซึ่งมันจะทำให้สิ่งที่เราพูดเนี่ยถ้าเป็นเรื่องจริง เหตุผลประกอบข้ออ้างเหล่าเนี้ยมันจะไปประกอบกับข้ออ้างได้ แต่ถ้าเราพูดเรื่องไม่จริงก็จะถูกจับเท็จได้โดยง่าย เพราะเหตุผลเราจะไม่ตรงกับความจริง ซึ่งส่วนใหญ่คนที่พูดเรื่องเท็จเนี่ยจะไม่ยอมเอาเหตุผลประกอบข้ออ้างมา เพราะมันจะนึกยากคิดยากแล้วก็อาจจะถูกจับเท็จได้โดยง่าย
เหตุผลข้อที่ 2 คือเหตุผลวิสามัญ หรือพูดง่ายๆว่าเป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เหตุผลประเภทเนี้ยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าเหตุผลสามัญ และสามารถวิฉัยข้อเท็จจริงในคดีได้อย่างแน่นอนมากกว่า ตัวอย่างเช่น การตรวจพิสูจน์ DNA การพิสูจน์ลายมือชื่อ ลายนิ้วมือ วิถีกระสุน รอยบาดแผล การตรวจแอลกอฮอล์ หลักทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับยาแต่ละประเภทส่งผลยังไง หรือพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งถ้าเกิดว่าเราอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งไป แล้วเรานำสืบเหตุผลของหลักนิติวิทยาศาสตร์ หรือหลักทางวิทยาศาสตร์ หรือที่เรียกว่าเหตุผลวิสามัญเนี่ยเข้าไปประกอบด้วยแล้วมันสอดคล้องต้องกัน สิ่งที่เราพูดก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เช่น เราบอกว่าเราไม่ใช่พ่อเด็ก และเราก็มีผลตรวจ DNA มายืนยัน เราบอกว่าเรายิงผู้ตายจากทางด้านหน้า เพราะเขาวิ่งเข้ามาหาเรา และผลตรวจบาดแผลเป็นอย่างนั้นก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ หรือบางคดีผมยกตัวอย่างให้ฟัง อย่างผมเองเนี่ยนะครับ ต่อสู้คดีข่มขืนโดยอ้างว่าผมเนี่ยไม่ได้ใช้กำลังทำร้ายผู้หญิง แต่มันปรากฏบาดแผลที่บริเวณร่างกายผู้หญิง เราถามค้านเรานำสืบแพทย์เนี่ย แพทย์บอกว่าไอ้บาดแผลตัวนั้นเนี่ยเกิดจากการใช้ปากดูด ไม่ได้เกิดจากการทำร้ายร่างกาย ข้ออ้างเราก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องผมก็เคยทำคลิปเกี่ยวกับเรื่องพยานผู้เชี่ยวชาญไปแล้ว ยังไงก็ไปดูกันนะครับ เรื่องของเหตุผลวิสามัญ
ต่อมาคือเหตุผลทางจิตวิทยา คือการกระทำแบบนั้นมันต้องมีเหตุมีผลว่าทำไมถึงทำ ทำไมถึงไม่ทำ ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เหตุผลทางจิตวิทยาเนี่ย เช่น อคติ รักโลภโกรธหลง ความสามารถในการสังเกตของบุคคล อุปทานหมู่ ความเข้าใจไปเอง ความอยากรู้ ซึ่งผมก็เคยทำคลิปอธิบายไว้ด้วยกันว่าทำไมเหตุ[เพลง]ผลที่พยานโกหกเนี่ยมันมีอะไรอยู่ในใจเขาก็ลองไปดูกันได้นะครับ การนำสืบพยานบุคคลให้สอดคล้องกับหลักทางจิตวิทยาก็ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เช่น สาเหตุที่มีการทำพินัยกรรมให้กับเรา เพราะเขารักเรา ถึงเราไม่ใช่ลูก สาเหตุที่ฝ่ายตรงข้ามเบิกความทำให้เราเสียหาย เพราะว่าเค้ามีส่วนโกรธเคืองเรา หรือเขามีส่วนได้เสียมีผลประโยชน์ หรือความจริงที่พยานเห็นบอกว่าเห็นเราเนี่ยนะครับ บางครั้งเขาไม่ได้เห็นจริงๆหรอก แต่ว่ามันเป็นเรื่องของอุปทานหมู่ หรือไปฟังคนอื่นมาทำให้เชื่อไปเช่นนั้น ซึ่งผมก็เคยได้ใช้หลักเนี้ยนะครับ ในการต่อสู้พวกคดีฆ่าคดีอะไรต่างๆ ว่าความจริงผู้เสียหายไม่ได้เห็นเราจริงๆ แต่ไปฟังหรือไปดูข่าวมาก็คิดว่าเราเป็นผู้เสียหาย ทีนี้พอผมอธิบายไปแล้วว่าหลักวิชาข้อเท็จจริงคืออะไร มีข้ออ้าง มีเหตุผลประกอบข้ออ้าง ก็จะอธิบายต่อว่าไอ้การเบิกความลอยๆคืออะไร
การเบิกความลอยๆพูดง่ายๆคือการเบิกความแต่ข้ออ้าง เช่น อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ อ้างว่ามีการทำสัญญา อ้างว่ามีการทำอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น แต่ไม่เอาเหตุผลประกอบข้ออ้างมานำสืบเลย ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลสามัญ เหตุผลวิสามัญ เหตุผลทางจิตวิทยา เอาอะไรมา ก็นำสืบมันไปแบบตรงๆอย่างนั้นน่ะครับ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเนี่ย ไม่นำสืบเลยว่าทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น เช่น เอ้ย ทำไมผู้ตายต้องทำพินัยกรรมให้กับเรา ทั้งๆที่เราไม่ใช่ลูก ก็ยื่นพินัยกรรมอย่างเดียว ไม่นำสืบที่มาที่ไป ให้คนอื่นยืมเงิน 10 ล้าน 20 ล้าน ก็ไม่นำสืบเหตุผลที่มาที่ไป ว่าทำไมถึงให้เขายืมเยอะขนาดนั้น เคยให้ยืมมาก่อนหรือเปล่า มันรักกันยังไง มันเชื่อถือกันยังไง หรือไอ้คดีฆ่าคดีอะไรก็แล้วแต่เนี่ยนะครับ ก็ไม่นำสืบว่าเฮ้ย ทำไมถึงจำคนร้ายได้ มีอะไรเป็นที่สังเกต เคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า หรืออีกอย่างนึงคือ ไม่เอาพยานเอกสาร พยานวัตถุ มีพยานบุคคลที่เป็นพยานคู่รู้เห็นเหตุการณ์ก็ไม่เอามาสืบ พยานมีแชทไลน์ มีเอกสารหลักฐานอะไรที่นำสืบบริบทที่มาที่ไปของเรื่องนั้นได้ก็ไม่เอามาแสดง แบบนี้แหละครับที่เรียกว่าเบิกความลอยๆ และศาลไม่ให้น้ำหนักเชื่อถือเลย
ผมยกตัวอย่างให้ฟัง มีอยู่เคสนึงผมรับคดีต่อมาในชั้นฎีกาก็คือเห็นคำพิพากษาสันนิษฐานแล้วแหละ และมีคดีต่อเนื่องกันเนี่ย ก็ปรากฏว่าคดีนั้นลูกความเราเนี่ยเป็นผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมผู้ตายเนี่ยทำพินัยกรรมให้ ซึ่งผมก็ดูแล้วเฮ้ยผู้ตายเค้าว่าทำจริง มีสติสัมปชัญญะจริง มีเหตุมีผลประกอบนั่นจริง แต่ปรากฏว่าในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเนี่ยนะครับ ทนายคนเดิมไม่ได้มีการนำสืบข้อเท็จจริงเชิงลึกที่มาที่ไปเลย เช่น ทำไมผู้ตายถึงทำพินัยกรรมให้เรา ทั้งๆที่เราไม่ใช่ลูก เหตุผลประกอบการทำพินัยกรรมคืออะไร พยานที่อยู่ในพินัยกรรมคือใคร ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะดีก็ไม่เอาหมอไม่เอาเวชระเบียนมาเบิกความ คลิปวิดีโอที่ทำประกอบพินัยกรรมไว้ที่ทนายคนเดิมพร้อมไว้ก็ไม่ยอมเอามาแสดง โดยบอกกับลูกความว่าคดีตัดสินมรดกตามพินัยกรรมกรรมเนี่ย นำสืบพินัยกรรมอย่างเดียวก็ชนะแล้ว ปรากฏว่าคดีนั้นศาลไม่เชื่อว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะ หรือมีเจตนาจะทำพินัยกรรมจริง เพราะมีเหตุผลบริบทแวดล้อมที่ฝ่ายตรงข้ามนำสืบมา แบบนี้ก็ทำให้เราแพ้คดีทั้งๆที่เรามีพินัยกรรม นี่คือการนำสืบแบบไม่ให้เหตุผล ทั้งๆที่มีเหตุผลที่จะให้ เรียกว่าเป็นการนำสืบลอยๆ และทำให้เราแพ้คดี
และทำไมศาลถึงไม่รับฟังพยานบุคคลที่นำสืบแบบลอยๆแบบนี้ สาเหตุที่ศาลไม่รับฟังพยานแบบนี้ เพราะถ้าเกิดปล่อยให้มีการรับฟังการนำสืบรอยๆแบบเนี้ยนะครับ ใครจะกล่าวอ้างอะไรมันก็อ้างง่าย เช่น อ้างว่าเห็นเหตุการณ์อย่าง อ้างมาทำสัญญาอย่างงู้น พอเค้าอ้างอย่างเงี้ย ไม่ให้เหตุผลประกอบข้ออ้างมาด้วยเนี่ยนะ ครับ มันเป็นการยากที่จะตรวจสอบความน่าเชื่อถือของสิ่งที่เขาพูดทั้งเนะครับ อย่างที่ผมบอกว่าการจะตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานเนี่ย ก็ต้องดูว่าสิ่งที่เขาอ้างสอดคล้องกับเหตุผลประกอบข้ออ้าง หรือเปล่า การที่อยู่ๆคุณยื่นข้ออ้างมาเนี่ย ศาลจะไปตรวจสอบยังไงล่ะครับว่าสิ่งที่คุณพูดน่ะมันน่าเชื่อถือหรือเปล่า มันน่าจะเป็นความจริงหรือเปล่า มันไม่มีอะไรจูงใจให้ศาลเชื่อ เพราะฉะนั้นศาลจึงไม่ค่อยที่จะรับฟังพยานแบบนี้นะครับ ซึ่งมีตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาปรากฏให้เห็นเยอะมากนะครับ ผมเอาขึ้นมาให้ดูบางส่วนแต่คงไม่ลงดีเทล ถ้าเพื่อนอยากรู้ไอ้เบิกความเรลอยเนี่ย ศาลไม่ใช่เชื่อถือยังไงเนี่ย เข้าเว็บไซต์ของการค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกา แล้วพิมพ์คำว่าเรลอยเนี่ยขึ้นมาเพียบเลยนะครับ
ที่ศาลไม่เชื่อถือเพราะอะไร สาเหตุที่ผมมาทำคลิปเนี้ยมันมาจากประสบการณ์จริงของผมเลยก็คือว่า ปัจจุบันเนี่ยนะครับ เวลานำสืบพยานผมยังเห็นน้องๆทนายความหลายคน หรือแม้กระทั่งลูกน้องของผมเอง เวลาให้เตรียมตัวสืบพยาน หรือเวลาให้ทำบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยาน ก็ทำมาแค่ลอกคำฟ้องลอกคำให้การมาว่าเรื่องราวรายละเอียดเป็นยังไง เช่น กู้ยืมเงินกันเมื่อวันนี้ มีการทำร้ายร่างกายเมื่อวันนี้ มีการหมิ่นประมาทเมื่อวันนี้ โดยที่ไม่ได้มีการนำสืบเหตุผลประกอบข้ออ้างเลย
เราต้องเข้าใจว่าไอการทำคำฟ้องคำให้การเนี่ย มันเป็นแค่การย่อความ หรือการสรุปเรื่องราวโดยที่ไม่ได้ลงรายละเอียดดีเทล แค่ให้มันครบองค์ประกอบตามกฎหมาย มันเป็นแบบนั้น แต่เวลาเราสืบพยานเนี่ย มันเป็นอีกเรื่องนึงนะครับ เวลาการสืบพยานเราต้องนำสืบเหตุผลประกอบข้ออ้าง เราต้องจูงใจให้ศาลเชื่อเราให้ได้ เราต้องทำให้ศาลไม่เชื่อฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้น ไอ้การสืบพยานหรือการให้พยานเบิกความเนี่ย ไม่ใช่แกเบิกความตามคำฟ้องคำให้การ แต่ต้องเบิกความเหตุผลที่มาที่ไปประกอบข้ออ้างนั้นด้วยนะครับ
น้องๆทนายความหลายคนคุ้นชินกับการทำคำเบิกความหรือซักถามพยานไปตามคำฟ้องคำให้การ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่สมัยคุณเป็นทนายความแรกๆเนี่ย คุณทำคดีง่ายๆ ทำคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ตัวอย่างเช่น คดีจัดการมรดก คดีกู้ยืมเงิน คดีอะไรที่มันไม่ได้มีข้อพิพาท ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้รับสู้คดีแบบนั้นเนี่ย คุณทำคำเบิกความแบบลอยๆ นำสืบแบบสั้นๆ อันนั้นมันก็พอได้ เพราะมันไม่มีคนต่อสู้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามเวลาคุณมาทำคดีที่มันมีการต่อสู้กัน ฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมรับ มีการโต้แย้งกันอยู่ เราต้องนำสืบเหตุผลประกอบข้ออ้างด้วยเสมอ
ซึ่งผมเองเนี่ย เวลาที่ฝ่ายตรงข้ามทำเบิกความลอยๆมา หรือทำคำเบิกความตามคำฟ้องคำให้การมา โดยที่ไม่ให้เหตุผลเชิงลึก เราก็รู้ทันทีว่าคดีนั้นเนี่ย เราเจองานง่าย
ทีนี้เวลาเรานำสืบพยานนำสืบยังไงล่ะครับ ให้มันมีน้ำหนักน่าเชื่อถือให้มันไม่ลอย อย่างที่ผมพูดถึง อย่างแรกเลย ผมคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจแล้วก็มีความรู้ในหลักวิชาข้อเท็จจริง เราต้องรู้จักสิ่งที่ผมพูดเรียกว่าเหตุผลสามัญ เหตุผลวิสามัญ หรือเหตุผลทางจิตวิทยา
และเวลาที่เราเอาพยานขึ้นเบิกความในประเด็นข้อสำคัญที่จะเป็นข้อสาระสำคัญ เช่น ข้อที่จะทำให้แพ้ชนะคดี เช่น มีการกู้ยืมเงินหรือไม่มีการทำพินัยกรรมหรือเปล่า มีการเห็นเหตุการณ์จริงหรือเปล่า เวลาเราจะพูดถึงเรื่องข้อสำคัญต่างๆที่มันจะเป็นข้อชี้ขาดแพ้ชนะคดีเนี่ย เราต้องคิดเสมอว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้เรามีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นมั้ย มีอะไรที่ทำให้ศาลสามารถเชื่อเราได้ว่าเราเห็นจริงๆ เรารู้เห็นเหตุการณ์จริง เราตัดสินใจทำอย่างนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลสามัญ เหตุผลวิสามัญ หรือเหตุผลทางจิตวิทยา
เราอาจจะใช้วิธีการของฝรั่ง หลัก 5W1H Who What When Why แล้วก็ How คือใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม และอย่างไร ในการตั้งคำถามหรือในการคิดว่าสิ่งที่พยานเราพูดมันมีลำดับเหตุการณ์เป็นยังไง มีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องยังไงบ้างนะครับ
และที่สำคัญที่สุด เวลาในประเด็นสำคัญต่างๆของพยานของเราเนี่ยนะ ครับ ไอ้ตัว W ที่เรียกว่า Y นะครับ หรือว่าทำไม เนี่ยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการที่จะซักถามพยานของเราเอง ผมจะเล่าให้ฟังว่าเวลาการถามค้าน หรือเวลาทนายฝ่ายตรงข้ามจะถามค้านพยานของอีกฝ่ายนึงเนี่ย มันมีหลักข้อนึงที่เป็นที่ยอมรับในสากลทั่วโลก ว่าห้ามถามพยาน หรือต้องหลีกเลี่ยงการถามพยานฝ่ายตรงข้ามว่าทำไม ทำไมถึงห้ามถามค้านพยานฝ่ายตรงข้ามด้วยคำว่าทำไม เพราะคำถามว่าทำไมเนี่ย คือคำถามที่ดีที่สุดที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเขาอธิบายความน่าเชื่อถือของเขาเอง ดังนั้นแล้วการถามค้านพยานเขาต้องใช้คำถามนำ และไม่ใช้คำถามว่าทำไม ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิดเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามอธิบาย
แต่เวลาเราซักถามพยานของเราเองเนี่ย เราก็ต้องใช้เทคนิคนี้กลับด้านนะครับ เวลาเราถามพยานเราเองไม่ว่าจะตอนที่เราจะซักถามข้อเท็จจริงเค้า หรือว่าเวลาเอาเค้าสืบพยานขึ้นในศาลเนี่ยเนี่ย ในประเด็นข้อสาระสำคัญต่างๆ เราต้องถามว่าเสมอ ทำไมถึงให้เค้ายืมเงิน ทำไมถึงทำพินัยกรรม ทำไมถึงจำคนร้ายได้ เราต้องใส่คำว่าทำไม ทำไม ทำไม เข้าไปเยอะๆ ในประเด็นข้อสำคัญของเรา เพราะคำว่าทำไมมันจะทำให้พยานอธิบายเหตุผล เรื่องราวที่มาที่ไป และความน่าเชื่อถือของพยานปากนั้น
นอกจากเนี้ย ในคดีที่มีรายละเอียดดีเทลต่างๆ เช่น คดีรถชน คดีทำร้ายคดีอะไรอย่างเงี้ย รายละเอียดของการแต่งตัว รายละเอียดของรถยนต์ที่เกิดเหตุ หรือรายละเอียดของสิ่งของต่างๆที่เกิดเหตุที่มันเป็นสาระสำคัญ เราก็ควรให้ลูกความใส่ดีเทลให้เยอะๆ เพื่อแสดงว่าเค้าเนี่ยเห็นเหตุการณ์จริงๆ ซึ่งถ้าเกิดเขาเห็นเหตุการณ์และเค้ารู้เห็นเหตุการณ์จริงๆ สิ่งที่เขาพูดน่ะมันก็จะสอดคล้องสมเหตุสมผล
นอกจากนี้นะครับ หากคดีดังกล่าวมีพยานคู่มีคนรู้เห็นและประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีข้อสำคัญ เราก็ควรจะเอาพยานคู่หรือคนที่รู้เห็นมาเบิกความยืนยันด้วย ไม่ใช่เราเบิกความอยู่คนเดียว แต่ทั้งนี้อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าการนำสืบให้หนักแน่นจะต้องมีพยานคู่มาเห็นเหตุการณ์ด้วยเสมอไป การนำสืบพยานไหลปากก็ลอยได้ถ้าไม่ให้รายละเอียด ไม่ให้ดีเทล ไม่ได้เหตุผลประกอบข้ออ้าง แต่การนำสื่อพยานปากเดียว หากให้เหตุผลประกอบข้ออ้าง เรื่องราวที่มาที่ไป มีเอกสารหลักฐานยืนยันสอดคล้องกับพยานวัตถุแบบนี้ก็เป็นการนำสืบที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้
จำไว้ว่าเวลาเรานำสืบเนี่ย เราต้องพยายามหาเหตุผลให้ศาลเชื่อเราให้ได้ ว่าเหตุผลตามปกติคนทั่วไปเขาก็ทำแบบนั้น มีแรงจูงใจอะไร มีรายละเอียด มีเอกสาร มีหลักฐานยังไงให้เขาเชื่อได้ ไม่ใช่พูดขึ้นมาโดยที่หวังว่าเขาจะเชื่อเรา โดยที่ไม่ให้เหตุผลเลย โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่างๆที่เป็นเหตุผลวิสามัญ ถ้ามีเอามาเนี่ย มันก็มีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก
ผมยกตัวอย่างให้ฟัง เวลาผมไปสืบคดีพินัยกรรมที่มีลักษณะคล้ายกับคดีที่ผมพูดให้ฟังว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เรา ซึ่งไม่ใช่ลูก เวลาเราจะนำสืบให้ความน่าเชื่อถือของพินัยกรรมฉบับนั้นเนี่ย ไม่ใช่เรายื่นพินัยกรรมอย่างเดียว เราต้องนำสืบว่าเราเป็นอะไรกับผู้ตายจริงๆแล้วในสูติบัตรเราอาจจะไม่ใช่ลูก แต่เราเป็นหลาน ซึ่งอาจจะชื่นในทิศสูติบัตรไม่ตรง แต่เราก็เลี้ยงดูเขามาเมีความรักนะครับ นอกจากเขาทำพินัยกรรมให้เราแล้ว เขาก็มีการจัดแบ่งทรัพย์สินให้คนอื่นไปแล้ว เพราะฉะนั้นเนี่ย ไอ้การทำพินัยกรรมให้เราเป็นเรื่องปกติ แล้วก็นำสืบว่าเอ๊ะ ทำไมเค้าถึงไม่รักลูกเค้าเอง ทำไมเค้าหม่งไม่ให้ทรัพย์สินกับลูกเค้าเอง ทำไมเขาถึงตัดลูกเออกพินัยกรรม นำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญให้เห็นถึงสติสัมปชัญญะของเขาในตอนทำพินัยกรรม นำสืบเวชระเบียนประกอบว่าร่างกายเขาแข็งแรงในการทำพินัยกรรมแบบเนี้ยนะครับ เวลาเรานำสืบพอดีมันมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมาก กว่าการที่เรายื่นพินัยกรรมลอยๆ โดยที่ไม่ให้เหตุผลประกอบข้ออ้าง
ในทางประสบการณ์ของผมเลยนะครับว่าคนเราเนี่ย ต่อให้พูดเรื่องจริง แต่ถ้าเกิดไม่ให้รายละเอียดของการพูด ไม่ให้รายละเอียดเหตุผล นำสืบแบบลอยๆ มันก็มีโอกาสที่ศาลที่จะไม่เชื่อ ดังนั้นแล้วพูดความจริงก็แพ้ แพ้คดีได้หากไม่ลงดีเทล ไม่ลงรายละเอียด
สรุปแล้ว การนำสืบพยานให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเนี่ย ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของทนายความเลย พยานที่พูดความจริงที่พูดเรื่องจริงเนี่ย ก็อาจจะไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือได้ หากเราไม่ได้ให้เหตุผลประกอบข้ออ้างไปด้วย ดังนั้นเวลาเรานำสื่อพยานเราต้องคิดเสมอนะครับ ในประเด็นข้อสำคัญของคดีว่าทำไมพยานถึงตัดสินใจเช่นนั้น ทำไมพยานถึงรู้เห็นเหตุการณ์ ทำไมศาลถึงควรเชื่อพยาน โดยเอาหลักเหตุผลสามัญ เหตุผลวิสามัญ หรือเหตุผลทางจิตวิทยา เอาไปสืบประกอบข้ออ้างของพยาน ซึ่งไอ้การจะทำอย่างนั้นได้เราก็ต้องรู้หลักวิชาข้อเท็จจริง ซึ่งถ้าหากว่าเพื่อนๆยังไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องวิชาข้อเท็จจริง ผมแนะนำเป็นอย่างมากเลยให้เพื่อนๆไปอ่านกันนะครับ ผมปักตะกร้าไว้แล้วนะครับ จริงๆก็อุดหนุนผ่านตะกร้าผมก็ได้เป็นกำลังใจในการทำช่องให้เราต่อไป หรือถ้าอยากจะเป็นกำลังใจทำช่องให้ผมรู้สึกว่าตอนนี้มีปุ่มสมัครช่องแล้วนะครับ ก็กดสมัครกันได้สนับสนุนช่องเราด้วย และก็หากถูกใจคลิปนี้ก็อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ Subscribe เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมด้วย สำหรับวันนี้ก็ต้องจบคลิปเพียงเท่านี้ก่อน สวัสดีครับ