Transcription
สวัสดีคุณผู้ชมนะคะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ Tomorrow ค่ะ สำหรับวันนี้นะคะ เราอยากชวนคุณผู้ชมมาเปิดมุมมองเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นนะคะ ประเทศที่หลายๆคนอยากจะชื่นชมในหลากหลายมิติหลากหลายด้านเลยเนาะ แต่ว่าจริงๆแล้วข้างหลังเนี่ยเขาอาจจะมีแรงกดดันบางอย่างในสังคมสมัยใหม่อยู่ วันนี้เราจะชวนผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นประเทศญี่ปุ่นแบบครบรอบด้านเลยทีเดียว พร้อมกับพูดคุยเกี่ยวกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง และการลงทุนของธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย ค่ะ วันนี้นะคะ เราได้เชิญคุณกันตาธร วันสุ ค่ะ กรรมการผู้จัดการบริษัท Mediator จำกัด และยังเป็นผู้ริเริ่มดำเนินโครงการ TJRI นะคะ สวัสดีคุณกันตาธรค่ะ
สวัสดีครับผม สวัสดีครับ
ค่ะ วันนี้ขออนุญาตเรียกพี่ออยแล้วกัน [เสียงหัวเราะ] นะคะ เชิญเลยครับผม ขอ
วันนี้ก็จะมาคุยเกี่ยวกับเรื่องของประเทศญี่ปุ่นนะคะ จริงๆแล้วเวลาที่เราพูดถึงประเทศญี่ปุ่นน่ะค่ะ หลายๆคนจะนึกถึงคำว่า ความมีระเบียบ มีระบบ เรียบร้อยเนาะ จริงๆมันสะท้อนผ่านหลายๆอย่าง เรื่องของวิถีชีวิตของผู้คน หรือบางคนไปเที่ยวญี่ปุ่นเองก็จะเห็นบ้านเมืองเขาแบบเป็นระเบียบมากๆ อันนี้มันสะท้อนวิธีคิดหรือว่าวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นยังไงบ้างคะ
ครับ คนญี่ปุ่นเองเนี่ย มักจะบอกว่าประเทศไทยกับญี่ปุ่นเรามีสิ่งที่คล้ายกันหลายอย่างนะ อ่า อย่างเช่น เอ่อ เราศาสนาพุทธเหมือนกันนะครับ เอ่อ เราเป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์กับสมเด็จพระจักรพรรดิเหมือนกัน แล้วเราก็ เอ่อ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคมเหมือนกัน เป็นต้น แต่ว่ามีอีกจุดนึงที่ญี่ปุ่นกับไทยเนี่ย เป็น เป็นจุดที่จะมีเหมือนกันก็คือว่า เรามีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เนี่ยอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นเนี่ยเกิน 1,000 ปี พอมีคนอยู่ในพื้นที่เดิมเกิน 1,000 ปีปุ๊บเนี่ย มันจะเกิดอารยธรรม วัฒนธรรม เอ่อ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศนะครับ แล้วก็ถ้าญี่ปุ่นสำคัญก็คือภัยธรรมชาติ นะครับ ซึ่งผมว่าถ้าคนญี่ปุ่นจะต้องอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้าย
ภัยธรรมชาติที่ เอ่อ รอบ 100 ปีเนี่ย จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะ 2-3 ครั้งนะครับ เลยต้องทำให้ทุกคนเนี่ย ต้องมีการวางแผนไว้ก่อนนะครับ ต้องเป๊ะ ต้องเป๊ะ เพราะว่า คือถ้าไม่เป๊ะ เค้าวางแผนต่อไม่ได้ คือทุกอย่างมันผ่านการ improvement มาเป็นหลายร้อยปีนะครับ เลยเกิดมาเป็น เอ่อ ญี่ปุ่นในวันนี้ครับผม
ค่ะ จริงๆหลายๆคนจะได้ยินว่าคนญี่ปุ่นมีความชาตินิยมสูงเนาะครับ อือ
คล้ายๆกับประเทศไทยมั้คะคุณมองมองยังไง 2 ครั้ง
คือคล้ายกัน แต่ว่าอาจจะมีจุดเริ่มต้นที่ไม่เหมือนกันนะครับ คือว่า เอ่อ ถ้าเป็นเคสของญี่ปุ่นเนี่ย คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน
ญี่ปุ่นเนี่ยอยู่อาศัยได้จริงๆแค่ประมาณ 30% ความหนาแน่นเนี่ยสูงมาก
อืม
พอความหนาแน่นสูงปุ๊บ แล้วเขาอยู่กันเป็นหมู่บ้านเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว หมายถึงว่าเขาจะรู้จักทุกคนในหมู่บ้านครับ ถ้าคนนอกหมู่บ้านมาเสนอตัวว่าฉันจะทำให้ ทั้งๆที่บางทีคนนอกหมู่บ้านเก่งกว่านะฮะ ทำได้ถูกกว่าดีกว่า แต่พอมันไม่มี trust อ่ะ ครับ
เลยบอกอ่ะ เขาอาจจะได้โอเค อาจจะไม่ใช่ the best แต่ว่าฉันให้คนในหมู่บ้านคนนี้ทำ เนี่ยน่าจะดีกว่า เป็นต้น ก็เลยสุดท้ายมาสะท้อนภาพมาเลยกลายเป็นว่า เออ ความเป็นชาตินิยม
อืม
อีกอันนึงที่ผมอยากเสริมก็คือ ในการทำงานจริงๆนะครับ มักจะซื้อขายบริษัทญี่ปุ่นด้วยกัน เพราะว่าเวลาที่มีปัญหา ถ้าคนญี่ปุ่นด้วยกันเนี่ย มันคุยง่าย แล้วก็รู้ว่าไม่หนีไปไหน แต่ถ้าเปลี่ยนไปใช้ supplier เอ่อ หมู่บ้านก็คือลองไปใช้ต่างชาติเนาะ แบบหนีก็มี ทิ้งงานก็มี ซึ่งเค้ามองว่ามันเป็นความเสี่ยงปุ๊บเนี่ย เขาก็เลยเลือกที่จะเอาชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า
ค่ะ แต่ทีนี้คนก็จะบอกว่าญี่ปุ่นน่ะเที่ยวสนุกนะ เหมาะกับการไปซ้ำ แต่ถ้าเกิดต้องไปอยู่ยาวจริงๆอาจจะ รู้สึกเครียด อาจจะอยู่แบบไม่ ไม่ค่อยไม่เหมือนกับฟิลไปเที่ยวเท่าไหร่อันนี้เรื่องจริงมั้คะ
เรื่องจริงครับ เพราะผมผมเองก็ไปอยู่ 10 ปีเนาะนะครับ คือผมดาวน์มากอยู่ประมาณปีนึง นะฮ อันนี้อันนี้เรื่องจริงเลย ตอนผมปี 2 เนี่ย ผมเลิกคบกับเพื่อนคนญี่ปุ่นที่ที่ เราเราคุยด้วยกันตอนปี 1 นะ ผมบอก เออ
ช่างมันคนเดียวก็ได้ เรียนให้จบก็พอ พ่อแม่ส่งมา ผมทำงานหาอาชีพเสริม หาเงินเสริมด้วย ก็ เอ่อ แต่ผมมาเปลี่ยนความคิดว่าผมไปเจอ ผมไปเจอคนญี่ปุ่นที่ค่อนข้าง Open Mind แล้วก็เขาก็เขาก็บอกว่า เฮ้ย คุณอย่าเอาความเป็นคนไทยเนี่ย มาเป็นข้อจำกัดว่าคุณทำอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง เป็นคำพูดที่โอ้โห ช่วยผมมาก แล้วก็ทำให้เกิดงานที่บริษัทที่ผมทำตอนนี้ด้วยนะ เพราะเค้าผมรู้สึกว่าผม ผมมีพื้นที่ยืน
เอ่อ ผมมีคนยอมรับผมและนะครับ หลังจากผมเลยเปลี่ยน mindset โอเค ถ้างั้นผมจะทำยังไงก็ได้ ให้คนในหมู่บ้านเนี่ยไม่รู้ว่าผมเป็นคนนอกหมู่บ้าน เรื่องของภาษา เสื้อผ้า การแต่งตัว มุกตลก วิธีการสื่อสาร ดูดซับมาจากเพื่อนคนญี่ปุ่นมาทั้งหมดนะ ตอนนี้ผมก็เลยเลยได้ถือว่าเป็นคนในหมู่บ้านและนะ ครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย เอ่อ ทุกอย่างมันจะง่าย
ใช้เวลานานมั้ยคะ กว่าที่จะปรับตัวได้
เอ่อ ผมว่าเป็นปี
โห เป็นปีเลย
เป็นปี เป็นปี พอเราเป็นส่วนนึงกับหมู่บ้านเนี่ย เราก็ต้องไปสร้างตัวตน หรือเรื่องการทำงานเหมือนกันครับ คือการเก็บโปรไฟล์เนี่ย เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
การเก็บโปรไฟล์ว่าผมมีความถนัดเรื่องอะไร ผม เอ่อ มีความสามารถพิเศษเรื่องอะไร ถ้าเรื่องเนี้ยปรึกษาผมเถอะ คือญี่ปุ่นเนี่ย ก็มีศักดินาในอดีตนะครับ ซึ่งศักดินาของไทยกับญี่ปุ่นเนี่ย อาจจะแตกต่างกัน ของไทยเนี่ย ผมผมจะชอบอธิบายเป็นศักดินาแนวตั้ง
เพราะว่ามันมาด้วยเรื่องของ เอ่อ อำนาจด้วย เรื่องของ เอ่อ เนี่ยครับ พื้นเพในเรื่องของถิ่นกำเนิด หรือว่าบ้านกำเนิดก็ตามแต่ ของญี่ปุ่นเนี่ยเป็นศักดินาแนวนอน
ออยังไง
คือศักดินาแนวนอนหมายถึงว่า 1 เค้าแบ่งตามอาชีพนะครับ ศักดินาที่สูงสุดนะครับก็คือ พวกที่เป็นนักรบ เป็นขุนนาง เป็นผู้บริหารประเทศเนี่ยฮะ
อันดับ 2 รองลงมาคือเกษตรกร
เกษตรกรศักดินารองไว้อันดับ 2 นะฮะ
เพราะทุกคนต้องกินข้าว
อ่า
อันดับ 3 คือพวกช่างฝีมือ
ค่ะ
อันดับ 4 คือพ่อค้า เค้าบอกว่า เอ่อ แล้วก็มี 2 ส่วนชั้นที่เป็นจัณฑาลที่ส่วนใหญ่ สังคมญี่ปุ่นก็จะไม่ค่อยพูดถึงนะครับ
สังเกตว่าเค้าแบ่งตามอาชีพที่ทำอันเนี้ย มันเลยเป็นสังคม specialist เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเข้าไปคนในหมู่บ้านเลยเนี่ย คุณต้องไปสร้างโปรไฟล์ว่าคุณน่ะมี มีความพิเศษทางไหน มีความเฉพาะทางตรงไหนครับ
ค่ะ ซึ่งตอนนี้ก็ก็เรียกว่าสมัยเก็ยังยังเป็นแบบนั้นอยู่ หมายถึงเวลาเราไปอยู่เราก็ต้องมีการสร้างคุณค่า หรือว่าจุดเด่นบางอย่างให้กับโปรไฟล์ของตัวเอง
ขยายไปที่เรื่องของการทำงานบ้างแล้วกันนะคะ บริษัทญี่ปุ่นแล้วกันก็จะขึ้นชื่อว่าโหดมาก ในเรื่องของระบบการทำงาน ต้องทำงานหนัก มีกฎระเบียบสิมากเลย หรือกระทั่งมีระบบ อ่า มันมันสะท้อนอะไรในในสังคมญี่ปุ่นค่ะ
ครับ คือภาพญี่ปุ่นที่คุณพูดถึงเนี่ย
อือ
เป็นมาอยู่จริง
ค่ะ
แต่ว่ากำลังเริ่มเปลี่ยน
อืม
คือตอนที่เป็นมาอยู่จริงเนี่ย คือมันเป็นแพทเทิร์นที่มาตอนที่ญี่ปุ่นเนี่ย มีความเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก
ในยุคนึงที่
ในยุคนึงหลังสงครามครั้งที่ 2 แล้วเค้าเปลี่ยนค่านิยมจากความเป็น specialist
แต่พอมามาอยู่ในรูปบริษัทหลังสงครามครั้งที่ 2 เนี่ย พยายามจะสร้างคนเป็น generalist หมายถึง เหมารุ่น อาจจะเหลือขึ้นไปเป็นกรรมการเนี่ย หรือผู้บริหารประมาณแค่ 2-3 คน พอมาเป็นระบบนี้ปุ๊บเนี่ย การที่เขาจะขึ้นไปข้างบนเนี่ยฮะ มันเลยต้องทำให้เห็นว่าเขาเนี่ยให้ความสำคัญกับกลุ่ม
หรือหมู่บ้าน ถ้าผู้ใหญ่บ้านยังไม่กลับ
เขาต้องเขาต้องเขาต้องทำให้ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าผมเนี่ยจริงใจ ผมอยากจะช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่ว่า เอ่อ มันมาจนถึงช่วงโควิดเป็นตัวเร่ง
ค่ะ
ครับ ที่ที่ทำให้ค่านิยมเหล่านี้มันเปลี่ยนไป คำว่า harassment เนี่ยเป็นคำที่ เป็นที่นิยมในทางที่ไม่ดีนะครับว่า
ค่ะ
ทำอะไรก็จะถูกต่อว่าเป็น harassment ไปหมด สิ่งที่ผมได้รับสารจากคนญี่ปุ่นที่ถูกส่งมาทำงานที่เมืองไทยรุ่นหลังๆนะครับ ผมไปเป็นวิทยากรเล่าเรื่องการทำงานกับคนไทย อะไรเงี้ย ผมบอกคนไทยเนี่ยต้องคุยเรื่องส่วนตัวนะ คุณต้องชวนไปกินข้าว ผมก็จะเล่าเลยหมดว่า เออ ผมผมมีที่มาที่ไปยังไง คุณก็ต้องเล่าของคุณนะ แล้วคุณจะได้ trust จากพนักงานคนไทย ว้าวมากทุกคนเลยบอกว่าโห กันซังสิ่งที่คุณเล่าเนี่ย ตอนนี้ญี่ปุ่นทำไม่ได้เลย แค่จะชวนไปกินข้าวเนี่ย คือสมัยก่อนที่เรามีภาพคนญี่ปุ่นทำกิ้งอ่ะ ทำงานเสร็จไปอิซากายะ อ่า ไปกินเลี้ยงกินข้าวต่อเนี่ย บอก ถ้าลูกพี่บอกว่าไปลูกน้องต้องบอกว่าไปโดยที่ไม่มีเงื่อนไข
แต่ตอนนี้มันเปลี่ยน
ไม่ใช่แล้วครับ
ออ
แค่ชวนมีโอกาสโดนบอกว่าเป็น harassment การชวนนี่มีนัยยะอะไรหรือเปล่า
ก็คิดไป
มันโอ้ มันตอนนี้มันรุนแรงมาก มันรุนแรงมากครับ ก็ก็เลยกลายเป็นว่าคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ที่ถูกสมบอกตอนนี้เราขยับตัวลำบากมากครับ
จริงๆก็มีความคล้ายๆกับประเทศไทยเหมือนกันนะคะ ที่สังคมการทำงานของคนรุ่นใหม่ๆ เองก็จะต่างออกไปจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แล้ว [เสียงกระแอม] ญี่ปุ่นตอนนี้คนรุ่นใหม่เขายังทำงานเน้นหนักอะไรเหมือนเมื่อก่อนมั้คะ หรือว่าตอนนี้ก็ work life balance มากขึ้น มีความเป็นตัวตนของ
คือ work life balance โดยรวมดีขึ้น
ค่ะ
เอ่อ แล้วเขาก็เปลี่ยนแนวคิด ไม่ใช่ work hard แต่ว่าเป็น work smart แล้วก็ เอ่อ คนรุ่นใหม่ก็มีสิทธิ์เลือกแล้วก็คือว่า อ่ะคนที่ work hard ในสังคม work smart ก็ได้
อืม
หรือบางคนอยู่ใน work hard ในสังคม work smart แต่ไม่พอ บริษัทใหญ่น่าเบื่อ ออกมาทำสตอก็มี เหมือนความหลากหลายของสื่อที่มันเพิ่มมากขึ้น ก็เลยเพิ่มความหลากหลายของมนุษย์คนญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกันครับ
ก็กลายเป็นว่ามีความจากตึงๆเมื่อก่อนก็ ผ่อนคลายลง คลายผ่อนคลายผมว่าผ่อนคลาย
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เนาะว่าการทำงานของบริษัทญี่ปุ่นหลายๆที่ ที่เขามีระบบระเบียบค่อนข้างเยอะ แล้วคนให้ความสำคัญกับการทำงานหนักมาตั้งแต่สมัยก่อนเนี่ยนะ คะ
มันไปประกอบสร้างทำให้
บริษัทญี่ปุ่น หรือว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในภาพรวมเอง มันมีความแข็งแกร่งด้วยคะ อันนี้มันส่งผลกันด้วยมั้คะ
อส่งผลครับ คือคือเวลาที่เราทำงานกันเนี่ย เวลาที่คุยกันด้วยภาษาญี่ปุ่นเนี่ยครับ เขาจะมี cushion word ว่าอันเนี้ยคือข้อเท็จจริงนะ อันเนี้ยคือความเห็นส่วนตัวผมนะ อันเนี้ยวิธีคิดคืออะไร แล้วถ้าผมสรุปมาเป็นภาษาไทยสั้นๆคือ ถูกต้องต้องมาก่อนถูกใจ
ถูกต้องมาก่อนถูกใจ
ใช่มันมันจะกลายเป็นการดีเบทในเรื่องงาน ในมุมที่ไม่ใช่ว่าผมคิดถูกและคุณคิดผิดอ
ค่ะ
แต่เรามาหาจุดลงร่วมกันว่า เพื่อให้งานนี้สำเร็จเนี่ย เราควรจะต้องกำหนด criteria ยังไงบ้าง 1 2 3 4 5 อันนี้คือถูกต้องมา ก่อนถูกใจ ผมผมยกตัวอย่างรถแท็กซี่ญี่ปุ่นแล้วกันครับว่า รถแท็กซี่ญี่ปุ่นเนี่ย โอ้โห เรารู้สึกว่าทำไมบริการมันดีขนาดนี้วะ สะอาด แต่งตัวดี
ยูนิฟอร์ม
เออยูนิฟอร์มนะครับ แล้วก็ เอ่อ ประตูก็ไม่ต้องเปิดเองเนาะ เป็นแบบเปิดอัตโนมัติมา ช่วยแบบยกกระเป๋าขึ้นลง เพราะว่ามันคือการสั่งสม
เพื่อการพูดคุยหารือว่าแท็กซี่ที่ดีเนี่ย ควรจะต้องมีลักษณะแบบไหน ก็เลยเกิดเป็นภาพแท็กซี่ในปัจจุบันนะครับ ซึ่งมันแข็งแกร่งมากครับ แข็งแกร่งมากขนาดที่แต่บางทีเนี่ย ก็ทำให้เกิดการปรับตัวช้า อย่างเช่นตอนเนี้ย ญี่ปุ่นยังไม่มี เอ่อ ride share หมายถึงว่า เอ่อ รถคันเดียวเนี่ยแชร์ลูกค้าหลายคนนั่ง เนี่ยตามกฎหมายยังไม่ได้นะครับ เพราะว่าสมาคมสมาพันธ์แท็กซี่เนี่ยยังคงแบบว่ายื้ออยู่
เพราะว่าเค้ากลัวว่าคนเนี่ยจะมาแย่งอาชีพแท็กซี่อย่างนี้เป็นต้น คือบางทีมันดีครับ แต่บางทีมากไปมันก็ไม่ดี
มาฟังเรื่องเรื่องมุมมืดบางอย่างกันดีกว่านะคะ เช่น
บางคนก็จะเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นเองเป็นประเทศที่คนอยู่กันแบบโดดเดี่ยว ต่างคนต่างอยู่ หรือบางทีเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว พ่อแม่ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวครับ
ยุคนึงก็จะได้ยินว่าญี่ปุ่นมีอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงด้วย อันนี้มันสะท้อนอะไรให้เห็นถึงสังคมญี่ปุ่นสมัยใหม่มั้คะ
ครับ มันอาจจะย้อนไปสิ่งที่คุณพัถามว่า คือจะอยู่ในสังคมญี่ปุ่นเนี่ยเหนื่อย ผมว่าใช้พลังเยอะ ทุกคนต้องสร้างโปรไฟล์นะครับ แล้วต้องคิดเยอะ คิดเยอะ คิดมันเลยเหนื่อย พอเลยเหนื่อยปุ๊บก็จะมีคนบางกลุ่มที่รู้สึกว่าเหนื่อยกับชีวิตและ แล้วไม่รู้จะไปพึ่งหาใคร ก็ตัดสินเลือกจบชีวิต รุ่นหลังที่ที่ญี่ปุ่นเป็น Aging Society แล้วก็เป็น Super Aging Society เนี่ย แม่อายุแบบ 890 ลูกสาวอายุ 70 เงี้ย 60 กว่า 70
ก็แก้กัน
คือดูไม่ไหวอ่ะ หมดแรงก็ตัดสินใจจบชีวิตกัน มันมันเป็นข่าวที่น่าเศร้า
ปัญหาเนี้ย สมัยก่อนกับตอนนี้มันดีขึ้นมั้คะ
อาจจะดูเหมือนดีขึ้น
อาจจะดูเหมือนดีขึ้น
เพราะว่าเมื่อก่อนเนี่ยครับ มันที่ระบายมันน้อยกว่าตอนนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือว่าเรื่องเรื่องสื่อ เรื่องอะไรที่ระบาย แล้วก็สังคมไม่ได้กำหนดแพทเทิร์นชีวิตของคนญี่ปุ่นมากเท่าอดีต ในอดีตเนี่ยเหมือนๆ อ่ะเราเป็นคนไทยชั้นกลาง เราก็จะมีค่านิยมนะว่าต้องเรียนโรงเรียนประมาณนี้ ต้องเข้ามหาลัยประมาณนี้ ต้องต่อโทประมาณนี้นะฮะ ถ้าคุณอยากเป็นผู้ประสบความสำเร็จเนี่ย คุณต้องต้องไปผาดแบบนี้
แต่ตอนนี้มันเหมือนมีหลายผาดได้แล้ว
ก็คือดีขึ้น แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องมาก็คือ เรื่องของสังคมผู้สูงอายุเนาะ ซึ่งตอนนี้ ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่นก็อาจจะเห็นคนแก่ยังคงทำงานอยู่ คิดว่า 5 ปี 10 ปีต่อจากเย ค่ะ ภาพของแรงงานการทำงานในในญี่ปุ่นมันจะเป็นยังไงต่อไป
ครับ เอ่อ อย่างแรกเลย สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือว่า เขาขยายอายุของเกษียณ อ่า แล้วก็เอาถึงเกษียณแล้วเนี่ย ก็จะมีการทำสัญญาแบบปีต่อปี
ตัดรอบเกษียณรอบนึงก่อน แล้วถ้าใครเก่ง เราก็เลือกจ้างกันปีต่อปีตอนใช่ครับ แล้วก็ทำไป 65 70 ถ้าคุณยังทำงั้นได้ คุณทำไปเหอะ
แล้วก็อีกคำนึงที่ เอ่อ ในสื่อไทยที่พูดถึง Health Span นะครับ คือคนญี่ปุ่นเนี่ยมีคำนี้มาสักพักใหญ่ๆเลยว่า มันไม่ใช่ว่าคุณแค่อายุอายุยืนน่ะ แต่คุณต้องอายุยืนแบบสุขภาพดีเลย ทำให้ทุกคนเนี่ยใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น บางทีพอมันไม่มีงานทำแล้ว มันแก่เร็วเนาะ
มันอาจจะเป็นอัลไซเมอร์
ใช่ๆ เป็นอัลไซเมอร์ หรือเป็นอะไรก็ตาม
แต่สุดท้ายถ้าไปเจอคำว่าอีกของฉัน อาจจะเคยเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่มาก่อน แต่ตอนเนี้ย ฉันฉันแค่ทำความสะอาด ฉันแค่เป็นประโยชน์กับสังคมเล็กๆในหมู่บ้าน แค่นี้ฉันพอแล้ว ผมคิดว่าสุดท้ายมันจะทำให้ให้สังคมเนี่ยมัน balance อยู่ได้ อายุเฉลี่ยจะเพิ่มสูงขึ้นนะครับ
ประเทศญี่ปุ่นเองจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเข้ามาเพิ่มเติมมากกว่านี้มั้ยคะ เพราะอย่างที่รู้ว่าสังคมสูงวัยแล้ว หรือญี่ปุ่นจะใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์มาช่วยอันนี้ ภาพต่อไปมันจะเป็นคนจะเป็นผมคิดว่าแรงงานต่างชาติยังไงยังไงต้องเพิ่มมากขึ้นครับ ราชการเนี่ยอธิบายว่าเราเนี่ย ออกวีซ่าให้ต่างชาติมาฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น 3 ปี โดยที่กำหนดว่ามินิัมคุณต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่านี้
ค่ะ
แต่ในความเป็นจริงเนี่ย มันก็คือการเอาแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานในญี่ปุ่นแหละ
อืม
แต่ว่าถ้าเขาออกวีซ่าว่าคุณเป็นแรงงานต่างชาตินะ มันก็จะเจอเจอกระแสต่อต้าน
จากสังคม เพราะฉะนั้นเขาก็เลยเลี่ยงรับเข้ามาแล้วให้วีซ่าในฐานะผู้ฝึกงานนะ ไม่ใช่แรงงานต่างชาตินะ เราให้จำกัดปี 3 ปีนะ ถ้าคุณจะอยู่ต่อ คุณต้องต่อนะ แล้วถ้าตอนคุณต่อเนี่ย ถ้าคุณมีโปรไฟล์ไม่ดี เราจะไม่ต่อให้คุณนะ
อืม
ตัวนี้เพื่อเอาไปอธิบายสังคมภาพใหญ่อีกทีว่า
เป็นลักษณะนี้แทน
ถูกต้องถูกต้องถูกต้อง
อืม
เพราะว่าไม่งั้นสังคมก็จะจะมาถามหาความรับผิดชอบ มาเบรมว่าเฮ้ยคุณทำอย่างงี้ รัฐบาลคุณทำอย่างงี้ได้ยังไง รัฐบาลก็ต้องหาทางออก หาทางออกร่วมตรงกลางนะครับว่าอันเนี้ยน่าจะเป็นเวทีแก้ปัญหาเรื่องของแรงงานขาดแคลนครับ
แต่ก็เข้าใจว่าในสถานการณ์ปัจจุบันหลายๆประเทศ หลายๆพื้นที่มันก็เปลี่ยนแปลงเร็ว นะคะ แล้วอย่างงี้ธุรกิจญี่ปุ่นเองเนี่ย จะเอาตัวรอดอย่างนี้ได้ไง ยกตัวอย่างง่ายๆก็ได้ อย่างเช่นอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างเงี้ยค่ะ เราก็จะเห็นว่าจีนโอ้โหเข้ามาเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่ญี่ปุ่นก็ค่อยๆขยับอย่างเงี้ย มันต้องยังไง
เอ่อ ผมเห็นเริ่มเห็นนะฮ อย่างเช่น Mazda ก็ไปโคกับบริษัทจีน ใช้แพลตฟอร์มของ เอ่อ บริษัทจีน แล้วก็มาแต่งหน้าให้ดูเป็น Mazda อะไรอย่างงี้ เป็นอันอันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า หลังจากนี้ Partnership Model จะเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นเนี่ยจะต้องจะต้องทำเยอะๆ
ค่ะ
คือไม่ต้องทำเองทั้งหมด กลยุทธ์เรื่องของลูกค้า บางทีเนี่ย แต่ละพื้นที่เนี่ย เขาต้องมี partner ในประเทศนั้นๆ ในพื้นที่นั้นๆที่ดีแล้วญี่ปุ่นเนี่ยจะโตไปได้ยาวๆ ซึ่งผมว่าเขากำลังเริ่มปรับตัวโมเดลนี้อยู่ นั้นเหมือนมีบริษัท Joint Venture ครับ ว่าเออ มันจะต้องมี เอ่อ partner ถ้าเป็นเมืองไทยก็ 51 49 เนาะนะครับ เอ่อ ซึ่งถ้าบริษัทไหนคุยกันรู้เรื่อง 3-40 50 ปีที่ผ่านมาก็ยังคงทำได้ดีอยู่นะครับ ซึ่งผมคิดว่าเนี่ย การที่เขาจะต้อง ไม่ได้เอาคนนอกหมู่บ้านเข้าไปอยู่ในบ้านเค้า แต่ถ้าเขาไปทำธุรกิจนอกประเทศ เขาต้องไปทำงานร่วมกับคนนอกหมู่บ้านแล้วทำได้ดี ผมคิดว่าอันเนี้จะเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นจะ ต้องไม่ใช่จะต้องเข้าเริ่มเปลี่ยน
ถามถึงคนญี่ปุ่นที่เข้ามาประเทศไทยบ้างแล้วกันนะคะ
ปัจจุบันนี่มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน มีมีสถิติมาแชร์กันมั้คะ
คือพีคสุดเนี่ย ก็คือช่วงประมาณปี ค.ศ. 2017 ตอนนั้นเนี่ย มีคนญี่ปุ่นที่ได้รับใบอนุญาตทำงานเนี่ย 37,000 คน
อันนี้เฉพาะคนทำงาน
เฉพาะคนทำงาน ซึ่งถ้าเรารวมภรรยารวมบุตรด้วยเนี่ย ก็อาจจะ 7-80,000 อย่างที่ตัวเลขสถานทูตมีนะครับ แต่ว่าพอพอโควิดปุ๊บก็ หายไปเป็นหมื่นเลย ขึ้นๆลงๆ แล้วก็ตัวเลขล่าสุดก็คืออยู่ที่ เอ่อ 21,536 คน อันนี้คือเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนะครับ แต่ก็ยังมี community ญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งอยู่ในย่าน สุขุมวิท แล้วก็ศรีราชา อันนี้ยังยังคงเป็นเหมือนเดิมครับ
ก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่
ใช่ครับ
แล้วสิ่งที่คนญี่ปุ่นชอบอยู่กับประเทศไทยบ้าง จากประสบการณ์ครับ
ที่เราเจอมาพูดคุยกับคนญี่ปุ่น เขาชอบอะไรประเทศไทยเป็นพิเศษ
เอ่อ อย่างแรกเลยก็คือคุณภาพชีวิต อยู่ที่ญี่ปุ่นต่อให้คุณเป็นอธิบดี หรือรองอธิบดี หรือเป็นผู้บริหารเนี่ยครับ ส่วนมากยังคงเดินทางด้วยรถไฟ แต่ถ้าอยู่เมืองไทยปุ๊บเนี่ย เอ่อ เรื่องความเสี่ยงเหมือนกันเค้า บริษัทเนี่ยเขาจะมักจะไม่ให้คนญี่ปุ่นเนี่ยขับรถ ก็เลยต้องมีรถและมีคนขับรถให้
อืม
อ่ะ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็ประหยัดงบอ่ะ เป็นรถตู้แล้วก็วนรับเหมือนรถโรงเรียนครับ แล้วก็ขนไปบริษัทบ้าง ขนไปนิคมบ้าง แต่อย่างน้อยก็ก็คือไม่ต้องขับรถเองแล้วก็ เอ่อ ไม่ต้องไปเบียดเสียดในในรถไฟอีก อันนึงก็คือแรงกดดันในที่ทำงาน
ก็จะไม่ไม่เท่าที่ญี่ปุ่น ของบริษัทไทยเราก็ welcome เนาะ สบายๆแบบว่าไอ้เสาร์อาทิตย์เค้าก็มีมีวิธีการ enjoy ชีวิตเนี่ยจะเป็นเรื่องของการตีกอล์ฟ หรือเป็นอะไรที่อยู่ที่ญี่ปุ่นเนี่ยมันเป็นสิ่ง ที่ฟุ่มเฟือย คืออาจจะจ่ายเท่ากันแต่ว่า สิ่งที่ได้เนี่ยมันได้เยอะกว่าตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นครับผม
อ่า เราถอยกลับมามองภาพรวมในประเทศไทยบ้าง แล้วก็จะรู้ว่าญี่ปุ่นเนี่ยถือเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาไทยนานหลายปีแล้วเนาะ จากเมื่อก่อนถึงตอนค่ะไทยยังเนื้อหอมในสายตาญี่ปุ่น หรือญี่ปุ่นมองว่าประเทศเพื่อนบ้านไทยมีศักยภาพเหนือกว่าตอนนี้ ไทยเป็นยังไงบ้างในสายตาของญี่ปุ่น
ลำดับของประเทศที่น่าลงทุนนะครับ ซึ่ง เอ่อ ในอดีตแน่นอนประเทศไทยอยู่อันดับต้นๆของอาเซียนตลอดหลายสิบปีนะครับ แต่ว่า เอ่อ จนถึงตอนหลังมาเนี้ย ผมย้อนไปดูผล 5 ปี 10 ปีนะ ก็คือ เอ่อ ประเทศที่น่าลงทุนประเทศต้นๆ ก็คือเขาจะดูจากขนาดตลาด จะดูตัวเลขไม่กี่ตัวครับ 1 ก็คือจำนวนประชากรค่ะ
เอ่อ GDP อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ อายุเฉลี่ยแล้วก็แรงงานขั้นต่ำ
อ
เขาจะอยู่ประมาณ 5 ตัวนี้นะครับ ซึ่งก็จะ มี เอ่อ อเมริกา จีน อินเดีย ถ้าเป็น South East Asia ก็จะมีเวียดนาม มีอินโดนีเซีย มีประเทศไทย ซึ่งถ้าพูดถึง South East Asia ก็จะมี 3 ประเทศนี้เสมอ ดูย้อน 5 ปีแล้วก็แพ้มาตลอด 5 ปีครับ แม้
ทั้ง GDP ทั้งจำนวนประชากร
ใช่ๆ คือ GDP เนี่ยเวียดนามอันน้อยกว่าเรา แต่ว่าเขาดูที่อายุเฉลี่ยประชากร เอาอีกงานนึงก็คือพวกเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ หรือความมั่นคงทางการเมือง หรือเศรษฐกิจอะไรก็ตาม
แต่แต่เราก็ต้องมองอีกมุมนึงว่า ตัวเลข 5 ตัวเนี่ยฮะ มันเป็นตัวเลขที่เอาเขาเอาไว้มองเพื่อลงทุนเพื่อเป็นฐานผลิตสินค้าที่มีเสถียรภาพมั่นคงและราคาถูก ก็เลยย้อนกลับมาว่าตอนเนี้ย เมืองไทยเนี่ย ถ้าเอาตัวเลข 4-5 ตัวมาเทียมกับความสนใจ ความน่าลงทุน ความเซ็กซี่เนี่ย เราแพ้
อืม
เราแพ้ แต่ว่าถ้าย้อนไปดูตัวเลขก็คือคือ asset ที่เรามีอยู่ ณ ปัจจุบันนะครับ ก็ถ้าเป็นเงินลงทุนสะสมอย่างที่คุณบอกก็คือว่า ญี่ปุ่นยังคงเป็นอันดับ 1 แล้วก็จำนวนบริษัทญี่ปุ่นในเมืองไทยเนี่ย ที่สำรวจครั้งสุดท้ายเมื่อปี เอ่อ ค.ศ. ประมาณ 24 ก็คือมีในเมืองไทย 6,000 83 บริษัท ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก
ลองจาก
ลองจากจีนและอเมริกา
ก็เป็นประเทศไทย คนญี่ปุ่นเองก็ไม่ค่อยรู้ หรือคนไทยเองก็ไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำ ไทยเนี่ยเป็นฐานสำคัญของญี่ปุ่นแน่ๆ แค่ว่าถ้าวันนี้เนี่ย อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบเยอะจากการที่ เอ่อ เราก็ดึงจีนเข้ามา หรือใดๆเข้ามานะครับ ถ้ายังหาคำตอบตรงนี้ไม่ได้เนี่ย ผมคิดว่าหลายๆบริษัทญี่ปุ่นในไทย ผมว่าหลักร้อย หรืออาจจะถึงหลักพัน อาจจะต้องปิดตัวไปในอนาคตไม่ไม่กี่ปีหลังจากนี้นะครับ
ค่ะ แล้วก็ตอนนี้หลายคนจะมุ่งไปที่การเข้ามาของอุตสาหกรรมจีนด้วย ที่ญี่ปุ่นก็เรียก ว่าก็ก็เหนื่อยเหมือนกันสำหรับการเข้ามาของอุตสาหกรรมจีน เช่นอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือว่า
เอ่อ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นเองเขาก็มีจุดเด่นอยู่เนาะ ที่บางอย่างจีนก็ยังสู้ไม่ได้
สิ่งที่ว่านั้นคืออะไร และอะไรที่เรา
มองว่า
จีนก็อาจจะแซงญี่ปุ่นแล้วเหมือนกัน
ครับ ยุคสมัยหนึ่งเนี่ย ญี่ปุ่นเคยเป็นเจ้าของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเราก็ยานยนต์เนาะ เครื่องใช้ไฟฟ้าเนี่ย ไปก่อนก็คือว่า
ญี่ปุ่นโดนเกาหลี อันนี้เป็นเรื่องเล่าที่คนผมรู้จักนะครับ ซื้อตัวถึงขนาดให้ออกตั๋วเครื่องบินทุกวัน เพื่อบินไปที่เกาหลี ทำงานก็มี แต่ว่าเป็น contract 2 ปี
พอได้คนญี่ปุ่นไปช่วยดูแลทำงาน contract 2 ปี โอเค sayonara [เสียงหัวเราะ] จบกัน
เสร็จปุ๊บ มันก็ไปเปลี่ยนเป็นค่ายจีน คือจีนเนี่ยซื้อที่ Headquarter เลย Sharp เอย ตัว Sanyo ที่เป็นจีน จีนกับไต้หวัน มีเหลือแค่ Casio กับ Mitsubishi ที่ที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ที่เหลือเนี่ยก็คือเปลี่ยน เปลี่ยนมือเจ้าของไป แต่แบรนด์ยังคงยังคงมีอยู่ แต่ส่วนของยานยนต์เนี่ย ก็มีหลายคน predict อยู่แล้ว มันมาแน่นอน
แต่บังเอิญว่ามันมาเร็วและรุนแรงมากกว่าที่คิด ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในคุณภาพที่อาจจะเทียบเท่ากันหรือดีกว่าด้วยซ้ำในราคาที่ถูกกว่า ฉะนั้น mindset ของการทำยานยนต์ญี่ปุ่นเนี่ย ผมว่าญี่ปุ่นไม่ได้ถนัดเรื่องการสร้างตัวเลือกเยอะๆ เขาต้องไปฝืนความถนัดของเขาอ่ะครับ ผมผมเลยคิดว่าวันนี้ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่ายาก นะครับ แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นจะทำได้ดีเนี่ย คือเขาต้องเขยิบเป็นหลังบ้านเป็น B2B เนี่ย ผมว่าอันเนี้ยญี่ปุ่นเจ๋งจริงๆ อะไรที่มันเป็นเรื่อง material
อืม
วัสดุนะครับ หรือว่าเทคโนโลยีอะไรที่มันมองได้ตาเปล่าไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นถนัดมากเลย
สินค้าของญี่ปุ่นเอง เช่นสมมุติเครื่องใช้ไฟฟ้าเนี่ย
ความเป็นญี่ปุ่นมันจะเห็นได้ชัดจากการออกแบบ หรือว่าการพิถีพิถันเรื่องของคุณภาพ ภาพเป็นหลัก อันนี้ก็เป็นความโดดเด่นนึงเหมือนกันใช่มั้คะ ของสินค้าญี่ปุ่นมันสะท้อน
mindset ของคนญี่ปุ่นในการผลิต product พัฒนา product ยังไงบ้าง
อันนี้ผมคุยอาจารย์มหาวิทยาลัยผม ผมเรียนวิศวะเครื่องกลครับ อาจารย์แกเคยทำงานอยู่บริษัท Hitachi แกก็บอกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า Hitachi เนี่ยกำไรน้อย เพราะว่าเขาเคยเป็น engineer ออกแบบ ออกแบบยังไงให้ใช้ 10 ปีไม่พัง แล้วกลายเป็นว่าพอมันไม่พังลูกค้าก็ไม่ซื้อ แต่คือเค้าโอเค ยอมปลอมที่ที่จะเขายจำนวน cycle ในการขายเขาน้อยลง แต่ถ้าเขาทำของคุณภาพดีให้กับให้กับสังคมให้กับลูกค้าได้ คือญี่ปุ่นก็จะย้อนกลับไปเรื่องของสังคมหมู่บ้าน ความเสี่ยงและ specialist ว่าเฮ้ยแบรนด์นี้ ถ้าเป็นเรื่องเนี้ย มันเจ๋งจริงว่ะนะครับ เลยต้องสร้างภาพจำ สร้างภาพจำ แล้วก็เรื่องของคุณภาพยังคงเหมือนเดิมครับ เพราะเขามองว่ามันเป็นความรับผิดชอบของบริษัทที่ต้องมีกับสังคมส่วนรวมครับ
อเป็นหัวใจสำคัญของของแบรนด์ญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้เนาะ ถูก ครับ
ทีนี้ถ้าเกิดว่าเรากลับมามองภาพใหญ่บ้าง ตอนนี้ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นยังไง
คือเศรษฐกิจญี่ปุ่นจากที่เขาเคยโตสุดๆ แล้วก็ที่เขาบอกเป็น lost decade นะครับ ซึ่งภาพรวมมันอาจจะไม่ดี
ค่ะ
แต่บริษัทที่เก่งๆในญี่ปุ่นเนี่ย ยังสามารถทำกำไรได้อยู่อย่างต่อเนื่อง มันอาจจะไม่ได้ว้าวมาก มันอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Warren Buffett เนี่ยไปเลือกซื้อหุ้นไอ้ trading firm ของญี่ปุ่น 5 เจ้า หรือใดๆก็ตาม เพราะเขามองเห็นว่า เออ การทำกำไรมันอาจจะไม่ได้มาด้วยระยะสั้น มันอาจจะมาด้วยระยะเวลาที่ยาวนานนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย ภาพรวมญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้โตหวือหวา แต่ผมคิดว่าในความที่มันโตน้อย แต่ในนั้นเนี่ย ถ้าไปดูไส้ในรายละเอียดมันมีบริษัทที่มันโตอย่างต่อเนื่อง เค้าให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของธุรกิจ
อืม
มากกว่ากำไรที่แบบเป็นปีต่อปี ผมยกตัวอย่างมีถ้ามีร้านขายชาในเกียวโตร้านนึงนะ ครับเล็กๆเนี่ย อันนี้เป็นร้านที่อยู่มา อ่า 500 ปี 600 ปี สืบสืบทอดกันมา 13-15 รุ่น คนต่างชาติมุมนึงอาจจะบอกก็ได้คุณทำมาตั้ง 500 ปีทำไมร้านเล็กแค่นี้อ่ะ
แต่ว่าคนญี่ปุ่นเขาจะบอกว่า
ไม่ได้คิดแบบนั้น เค้ามองว่าการที่เขาทำได้ 500 ปีเนี่ย มีคุณค่ามากกว่าการที่มีร้านใหญ่ ย้อนกลับมาเรื่องบริษัทยานยนต์น่ะ ผมว่าการที่วิ่งไปหาไฟฟ้าแว๊บนึงเนี่ย อาจจะมีพลังงานใหม่ทดแทน หรืออะไรก็ผมเลยคิดว่าทำให้พูดถึง multi pathway ว่าเขาแทงกั๊กหลายหลายเทคโนโลยี เพราะเขาสามารถทำได้ยังมีแรงอยู่แล้วสุดท้ายผ่านไป 50 ปี มองย้อนกลับมายุค เออเนาะ ตอนนั้นมันรถ EV จีนมันฮิตมากเลยอ่ะ แต่ว่ามันตายไปไม่เกิน 10 ปีมันก็หายไปแล้วอะไรเงี้ย เออ มันมันอาจจะมีเซียนเรดิโออยู่ครับผมครับ
ค่ะ โอเห็นภาพมากขึ้นจริงๆ ญี่ปุ่นก็เขาอาจจะมองคุณค่าอะไรบางอย่างของตัวเองที่เป็นเฉพาะตัวเขาเนาะ
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจอีกประเด็นนึงนะคะ นั่นคือการ
เข้ามา
ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศญี่ปุ่น คุณซูงะ โยชิฮิเดะ นะคะ รัฐมนตรีหญิงคนแรก แบบนี้
เป็นยังไงบ้างคะ
อย่างแรกเลย ผมติดตามข่าวตอนที่เค้าพรรคเลือกหัวหน้าพรรคกันเนาะนะครับ แกก็ขึ้นเวทีพูดนะครับว่า เออ ขอบคุณทุกคนนะครับ แล้วก็เค้าพูดเลยว่าเค้าขอเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง แล้วเขาจะทำงาน ทำงาน ทำงาน
คุ้นๆคำนี้คุ้นๆ
พอพูดคำว่าทำงาน 3 ครั้ง ผมหัวเราะออกมาเลยอยู่คนนี้ว่าโอ [เสียงหัวเราะ] มันเหมือนอาจารย์ชัดๆของเราเลย แล้วเค้าแล้วเค้าทำจริงๆฮะ เป็นสุภาพสตรีท่านแรก ลักษณะการทำงานคือทำเยอะกว่าสุภาพบุรุษที่ผ่าน มาหลายๆท่านด้วยซ้ำ
อืม
กลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่
อืม
Gen Z ชอบ
ชอบคนรุ่นใหม่ชอบ
ชอบคุณซูงะ โยชิฮิเดะ เนี่ย เปลี่ยนภาพนักการเมืองเก่าๆเนี่ย สื่อไม่ว่าจะเป็น YouTube รายการธุรกิจนะฮะ เค้า evaluate คุณซูงะ โยชิฮิเดะ เรื่องของทักษะในการสื่อสาร มีเรื่องที่อันนี้ก็ติดตลกนิดนึงก็คือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เองที่ เอ่อ มีการประชุม ครม. แล้วก็มี ครม. ท่านนึงมาสาย 5 นาที แกก็ [เสียงสูดหายใจ] เตือนแรงเลยว่า เออ ถ้าคุณจะเป็นนักการเมืองเป็นตัวแทนของประเทศเนี่ย 5 นาทีคุณก็สายไม่น่าเด็ดขาด อันนี้เป็นต้น
แล้วถ้าในเรื่องของเชิงนโยบายบ้างเนาะ คือหลายๆคนก็จะฝากความหวังไว้ที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ท่านนี้
แล้วนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ จะนำพาญี่ปุ่นไปในทิศทางไหนต่อไปบ้างคะ มันเป็นนโยบายที่เคยถูกทำมาตลอด คือถ้ามองในมนุษย์คือถูกศาลต่อ
ศาลต่อนโยบายเดิม
ศาลต่อนโยบายเดิม ข้าราชการก็บอกผมเลยว่า ข้าราชการอาจจะทำงานง่าย เพราะว่ามันไม่ ต้องเปลี่ยนเยอะ
นะครับ แต่ความเปลี่ยนแปลงในเชิงของเศรษฐกิจ หรือใดๆเนี่ย มันจะมีเกิดขึ้นมั้ย คิดว่ามีเกิด เพราะว่า timing ด้วย อเมริกา first แล้วก็ที่ญี่ปุ่นก็เกิดกระแส first อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้ญี่ปุ่นเนี่ย ฟื้นคืนกลับขึ้นมาในเรื่องของเศรษฐกิจ อาจจะไม่ได้ขึ้นแบบเยอะๆมากๆ แต่ว่าในสื่อญี่ปุ่นเนี่ย เขาพูดถึงคำว่า defense เพราะตอนนี้มันเกิดสงครามหลายๆที่นะ สื่อก็วิเคราะห์คือมองสิ่งที่เกิดขึ้น อเมริกา
เรือรบอเมริกาที่มีอยู่หลายลำเนี่ยครับ ต้องมาซ่อมที่ฐานทัพที่ญี่ปุ่นนะฮะ
ค่ะ
เพราะว่าด้วยชิ้นส่วนเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ที่อเมริกาไม่มีแล้วนะครับ อุตสาหกรรมการผลิตเนี่ย เป็นจุดแข็งที่ผ่านมาของญี่ปุ่นมาตลอด แต่พอไอทีมันมารู้สึกว่ามันจะแผ่วไป
แต่ทุกคนวิเคราะห์กันว่าสุดท้าย ถ้า AI มันจะกลายมาเป็น Physical AI ที่สับใส่ไปในหุ่นยนต์ จับใส่ไปในเนี้ย ไอ้ของที่เป็นโลหะแบบเนี้ย มันจะกลับมาแล้วญี่ปุ่นเนี่ยจะแข็งแกร่งกลับมาด้วย ด้วยกระแสหรือว่าจังหวะที่ว่าคุณทรัมป์มาพร้อมกับคุณซูงะ แล้วเทคโนโลยี AI มาแล้วมันกำลังจะเด้งกลับมาในโลกความเป็นจริงปุ๊บเนี่ย
จุดแข็งของญี่ปุ่นเนี่ย มันจะมา Synergy กันตรงนี้พอดีนะครับ ก็ก็ผมฟังหาก็เอดูฟังดูมีความหวัง ดูเป็นไปได้
ใช่ ดูเป็นไปได้ ดูเป็นไปได้ครับ
ทิ้งท้ายกันอย่างงี้แล้วกันค่ะ จากที่เราคุยกันมาทั้งหมดเนาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน เรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรม การทำงาน หรือกระทั่งเรื่องเศรษฐกิจเองนะคะ
ครับ
คิดว่าตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่มั้คะ แล้วก็หน้าตาของมันต่อจากเนี้ย มันจะเป็นยังไงต่อไป
ครับ เอ่อ ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่อย่างแน่นอน อันนี้ผมผมเชื่อนะครับว่า เค้าเนี่ยอาจจะดูเหมือนหลงทาง แต่ว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่สู้เสมอ แล้วก็ เค้าเนี่ยอาจจะรู้สึกว่าหลงทาง หรือมันเหนื่อยจังเลย แต่สุดท้ายจะพบทางออก
ค่ะ
ที่เป็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง เอ่อ ถ้าถามความเห็นผม ผมว่าเขาจะเป็นประเทศในด้านซีกตะวันออก ประเทศแรกที่จะกลายเป็นเหมือนประเทศในยุโรป
อืม ประเทศในยุโรปที่ไปหา กระบวนท่าที่เหมาะสมกับประเทศตัวเองว่า ประเทศฉันเนี่ย เก่งเรื่องเนี้ย
ค่ะ
ฉันขอเอาดีเรื่องนี้ แล้วไม่ได้ไม่ต้องไปแข่งกับสเกลภาพรวม GDP
คนในประเทศมีความสุข
ไปเจอคุณค่าของชีวิต ไปเจอ ikigai ที่ฉันได้ทำงาน
ค่ะ
เนี่ยนะครับ แล้วก็แล้วก็มันภาพญี่ปุ่นก็จะชัดขึ้นว่า ไม่ใช่ อาจจะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคต 5 ปี 10 ปี แต่เป็นประเทศที่ถนัดเรื่องนี้มากๆ ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ต้องยกให้ญี่ปุ่นนะครับ ผมคิดว่าเขาจะกลายเป็นประเทศที่ เอ่อ มีความชัดและโดดเด่นขึ้นในเรื่องบางเรื่องในอนาคตแน่นอนครับ
โอเคค่ะ วันนี้ก็ได้คุยกับคุณกันตาธร หรือว่าคุณออยนะคะ ครบถ้วนทุกประเด็นแล้วนะคะ ยังไงวันนี้ก็ต้องขอขอบคุณคุณกันตาธร เป็นอย่างสูงเลยนะคะ ขอบคุณมาก ขอบคุณครับผม ขอบคุณมากครับ [เพลง] [เพลง]