📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ศีล 5 ข้อไหนร้ายแรงที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว ทำชีวิตพังไวที่สุด? ฟังแล้วต้องสะดุ้ง!

เสียงธรรมนำทาง45:43

Transcription

ศีล 5 คือพื้นฐานที่ชาวพุทธทุกคนรู้จัก แต่คุณเคยสงสัยมั้ยว่าในบรรดาศีล 5 ข้อนั้น ข้อไหนร้ายแรงที่สุด ทำผิดข้อเดียวอาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตและส่งผลกรรมอย่างหนักได้ทันที บางคนบอกว่าการฆ่าสัตว์คือบาปที่สุด บางคนกลับมองว่าการดื่มสุราทำลายทุกอย่างแล้ว แท้จริงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมองอย่างไร และข้อไหนคือสิ่งที่เราต้องระวังที่สุดในชีวิตประจำวัน?

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงโทษของศีลที่ถูกละเมิดไว้อย่างละเอียด และมีข้อหนึ่งที่พระองค์ย้ำว่าเป็นรากเหง้าของความทุกข์ และเปิดทางให้ผิดศีลข้ออื่นตามมา วันนี้ผมอยากชวนทุกท่านมาร่วมกันค้นหาว่าศีล 5 ข้อไหนที่ร้ายแรงที่สุด และทำไมการเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้เราระวังใจ ระวังชีวิต และป้องกันไม่ให้พลาดไปทำบาปโดยไม่รู้ตัว ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเสียงธรรมนำทาง รายการที่จะนำพาหัวใจของเราให้ได้หยุดพักจากความวุ่นวาย และเดินทางไปสู่ความสงบสุขด้วยแสงสว่างแห่งปัญญาจากคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก่อนที่เราจะไปพิจารณาศีลแต่ละข้อโดยละเอียดนั้น เราควรต้องกอบมาทบทวนกันเสียก่อนว่า เหตุใดสมบัติล้ำค่าที่เรียกว่าศีลนี้จึงมีความสำคัญต่อชีวิตของเราอย่างยิ่งยวด โบราณบัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวไว้เป็นพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่ง ซึ่งสาธุชนคงเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างแล้วว่า "กัมมุนาวัตตติโลโก" ซึ่งแปลความได้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทุกย่างก้าวของชีวิต ทุกคำพูดที่เราเอื้อนเอ่ย ทุกความคิดที่ผุดขึ้นในใจ ล้วนเป็นการสร้างกรรมทั้งสิ้น กรรมดีนำเราไปสู่ความสุขความเจริญ นำเราไปสู่สุคติภูมิ กรรมชั่วย่อมนำเราไปสู่ความทุกข์ ความเสื่อม และทุคติภูมิอันน่าพรั่นพรึง วังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ที่เราเรียกว่าสังสารวัฏนั้น มันยาวไกลและเต็มไปด้วยพยันตรายอย่างยิ่ง แล้วอะไรเล่าจะเป็นเครื่องมือนำทาง เป็นเกราะป้องกันภัย และเป็นเครื่องกำหนดทิศทางของกรรมที่เราจะสร้างขึ้น? คำตอบที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นก็คือศีลนั่นเอง

ศีลคือเครื่องมือกำหนดกรรมดีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุด และเป็นสมบัติอันประเสริฐที่สุดของความเป็นมนุษย์ การที่เราได้เกิดมาในภพภูมินี้ที่เรียกว่ามนุษยภูมิ นับว่าเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่ได้มาโดยยากแสนยาก พระพุทธองค์ทรงอุปมาไว้ว่ายากประดุจเต่าตาบอดที่แหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ทุกร้อยปีจะโผล่หัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง ความน่าจะเป็นที่หัวของเต่าตาบอดตัวนั้นจะสอดเข้าไปในห่วงยางเล็กๆ ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเลนั้น ยังมีมากกว่าการที่จะได้อัตภาพความเป็นมนุษย์นี้มาเสียอีก เมื่อเราได้ของที่ล้ำค่าและได้มาโดยยากถึงเพียงนี้แล้ว เราจะรักษาไว้ได้อย่างไร? สิ่งที่จะทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราสมบูรณ์และแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานโดยสิ้นเชิง ก็คือธรรมะที่เรียกว่ามนุษยธรรม อันได้แก่ศีล 5 นั่นเอง ศีล 5 จึงไม่ใช่แค่ข้อห้าม แต่มันคือเครื่องหมายของความเป็นผู้เจริญ เป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้ใช้โอกาสที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้อย่างคุ้มค่าแล้ว เป็นการประกาศตนว่าเราคือผู้ที่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป หรือที่ในทางธรรมเรียกว่า "หิริโอตตัปปะ" ซึ่งเป็นธรรมะที่ค้ำจุนโลกใบนี้เอาไว้ หากโลกนี้ขาดซึ่งหิริโอตตัปปะแล้วไซร้ สังคมมนุษย์ก็คงไม่ต่างอะไรกับฝูงสัตว์ที่เบียดเบียนกันเพื่อความอยู่รอดของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอานิสงส์ของศีลไว้อย่างชัดเจนในพุทธวจนะที่ว่า "สีเลนะ สุคติงยันติ" คนเรานั้นจะเข้าถึงสุคติได้ก็เพราะศีล ผู้มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่อง เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ไม่ว่าจะเป็นมนุษยภูมิที่เพียบพร้อมด้วยโภคทรัพย์ หรือเทวโลกอันเป็นทิพย์

"สีเลน โภคสัมปทา" คนเรานั้นจะมีความมั่งคั่งพร้อมมูลด้วยโภคทรัพย์ได้ก็เพราะศีล ลองคิดตามดูเถิดว่าคนที่ไม่มีศีลข้อหนึ่งคือคนโหดร้าย ใครจะอยากคบค้าสมาคมด้วย? คนที่ไม่มีศีลข้อ 2 คือคนขี้ขโมย ใครจะไว้วางใจให้ทรัพย์สิน? คนที่ไม่มีศีลข้อ 3 คือคนมักมากในกาม ผิดลูกผิดเมียเขา ความไว้วางใจในครอบครัวและสังคมย่อมพังพินาศ คนที่ไม่มีศีลข้อ 4 คือคนพูดปดมดเท็จ ใครเล่าจะเชื่อถือในวาจา? และคนไม่มีศีลข้อ 5 คือคนขาดสติสัมปชัญญะ ใครจะกล้ามอบหมายงานสำคัญให้? ดังนั้น ผู้มีศีลจึงเป็นที่รัก เป็นที่ไว้วางใจของคนทั้งหลาย โภคทรัพย์ทั้งปวงย่อมหลั่งไหลมาสู่ผู้มีศีลโดยไม่ยากเย็น

และที่สำคัญที่สุด "สีเลนิพพุติงยญันติ" คนเรานั้นจะก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง เข้าถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นบรมสุขได้ ก็เพราะมีศีลเป็นรากฐาน ศีลเป็นบาทฐานของสมาธิ สมาธิเป็นบาทฐานของปัญญา หากปราศจากศีลแล้ว สมาธิและปัญญาก็ไม่อาจตั้งมั่นและเจริญงอกงามขึ้นมาได้เลย อานุภาพแห่งศีลนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด แม้แต่เทวดาฟ้าดินก็ยังต้องอนุโมทนา

ในมัจฉาดก ได้เล่าถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพญาปลา อาศัยอยู่ในสระใหญ่แห่งหนึ่ง ปีนั้นเกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล น้ำในสระก็ค่อยๆ งวดลงทุกขณะ หมู่ปลาทั้งหลายก็ต่างตื่นตระหนก สิ้นหวัง รอคอยความตายที่จะมาถึงในไม่ช้า แต่พญาปลาพระโพธิสัตว์ผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลและสัจจะ ได้ตั้งสัตยาธิษฐานขึ้นว่า "นับแต่จำความได้ ข้าพเจ้าไม่เคยเบียดเบียนชีวิตสัตว์ใดเลย ด้วยอานุภาพแห่งสัจวาจานี้ ขอฝนจงตกลงมาเถิด" สิ้นคำอธิษฐานพลันบังเกิดเมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และสายฝนก็โปรยปรายตกลงมาอย่างหนัก จนน้ำเต็มสระดังเดิม ช่วยต่อชีวิตให้แก่บริวารปลาทั้งหมดได้ นี่คืออานุภาพแห่งศีลที่แม้แต่ธรรมชาติก็ยังต้องยอมสิโรราบ

ไม่เพียงแต่จะคุ้มครองตนและบริวารเท่านั้น ศีลธรรมของผู้ปกครองยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสงบสุขของบ้านเมืองอีกด้วย ดังเช่นในศิลาวีมังสชาดก พระโพธิสัตว์ครั้งเสวยพระชาติเป็นอำมาตย์ผู้ปรีชาสามารถ ปรารถนาจะทดลองคุณธรรมของพระราชา จึงแกล้งทำเป็นขโมยมะม่วงหลวงในพระอุทยานครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อดูว่าพระองค์จะยังทรงตั้งมั่นในทศพิธราชธรรมหรือไม่ เมื่อเห็นว่าพระราชาทรงมีความมั่นคงในศีลธรรม ไม่ตัดสินด้วยอารมณ์ และให้อภัย ในที่สุดอำมาตย์พระโพธิสัตว์จึงมั่นใจได้ว่า ราชอาณาจักรนี้จะร่มเย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองของพระราชาผู้ทรงธรรม

ครูบาอาจารย์ในยุคปัจจุบัน ดังเช่นหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อลิงดำแห่งวัดท่าซุง ท่านได้เมตตาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาอยู่เสมอ ท่านเปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพชัดเจนว่า ศีล 5 คือกำแพงแก้วเจ็ดชั้น เป็นกำแพงทิพย์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีอานุภาพมหาศาลในการป้องกันคุ้มครองพยันตรายทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ท่านย้ำเสมอว่า ขอเพียงเรารักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่เป็นนิจ ความตายจะมาพราก ต้องหวาดกลัวต่ออบายภูมิทั้ง 4 เลย เพราะอย่างน้อยที่กำแพงแก้วแห่งศีลนี้ จะนำพาเรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ที่มีพร้อมด้วยสมบัติ หรือส่งเราไปสู่สุคติภูมิเบื้องบนได้อย่างแน่นอน

เมื่อเราได้เห็นแล้วว่าศีลทั้ง 5 ข้อนี้ ล้วนแต่เป็นดั่งเกราะคุ้มกัน เป็นดั่งกำแพงแก้วที่ล้ำค่า และเป็นรากฐานแห่งความดีงามทั้งปวง คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่งว่า ในบรรดาเกราะคุ้มกันทั้ง 5 ส่วนนี้ หรือกำแพงแก้วทั้ง 5 ด้านนี้ การละเมิดข้อใด การทำให้ส่วนไหนแตกสลายไป จึงจะถือว่าร้ายแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตในสังสารวัฏของเรามากที่สุด? การทำลายชีวิต ซึ่งเป็นการก่อกรรมที่หนักและส่งผลรวดเร็วที่สุด จะใช่หรือไม่? หรือจะเป็นการล่วงละเมิดในทรัพย์สินและความไว้วางใจของผู้อื่น? หรือการทำลายความจริงด้วยวาจา? หรือแท้ที่จริงแล้ว การทำลายเครื่องป้องกันที่สำคัญที่สุดของตัวเราเอง นั่นคือสติ จะเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า?

เราจะมาเริ่มต้นพิจารณาถึงความร้ายแรงของศีลข้อแรก ปาณาติปาต บาปแห่งการทำลายซึ่งหน้า บาปที่ทุกชีวิตต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับเราท่านผู้ฟัง ลองหลับตานึกภาพตามนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพญาราชสีห์เจ้าป่า พญาช้างสารอันทรงพลัง มนุษย์ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ หรือแม้กระทั่งมดตัวเล็กๆ ที่กำลังไต่ไปตามพื้น สิ่งหนึ่งที่ทุกชีวิตไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก มีเหมือนกันอย่างเท่าเทียมนั่น คือความรักในชีวิตของตนเองและความกลัวต่อความตาย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้เป็นพุทธวจนะ ซึ่งเป็นความจริงแท้ที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า "สัพเพ สัตตา สัพเพ ภยันติ มัจจุโน" ซึ่งแปลความได้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมสะดุ้งกลัวต่ออาชญา และย่อมหวั่นเกรงต่อความตายด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อเราได้พิจารณาถึงหัวใจของเขาว่าก็เหมือนกับหัวใจของเรา เราก็จะเข้าใจได้ในทันทีว่าเหตุใดการพรากชีวิตจึงเป็นบาปที่หนักหนาสาหัสเหลือเกิน การผิดศีลข้อที่ 1 จึงเป็นการทำลายล้างที่เกิดขึ้นซึ่งๆ หน้า เป็นการก่อกรรมที่ส่งผลกระทบถึงผู้ถูกกระทำอย่างรุนแรงและฉับพลันที่สุด เพราะมันคือการพรากสิ่งที่ "มีค่าที่สุด" สิ่งเดียวที่เมื่อเสียไปแล้ว ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีกเลย นั่นก็คือชีวิตและลมหายใจ

ธรรมะที่เป็นขั้วตรงข้ามโดยตรงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เราเจริญขึ้นในใจ เพื่อต่อสู้กับความคิดที่จะเบียดเบียน ก็คือ "เมตตากรุณา" เมตตาคือความรัก ความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ส่วนกรุณาคือความสงสาร ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ เมื่อหัวใจของเราเปี่ยมล้นไปด้วยเมตตากรุณาแล้ว มือของเรา วาจาของเรา หรือแม้แต่ความคิดของเรา ก็ย่อมไม่อาจหาญกล้าไปเบียดเบียนทำร้ายใครได้อย่างแน่นอน

ความร้ายแรงของกัมปาณาติบาตนั้นถูกจารึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายต่อหลายแห่ง แต่เรื่องราวที่ชัดเจนและน่าสะเทือนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง คือเรื่องราวในอดีตชาติของพระอัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้เป็นเลิศทางด้านมีฤทธิ์เดชมาก นั่นก็คือพระมหาโมคคัลลานะ ท่านผู้ฟังคงทราบกันดีนะครับว่าพระมหาโมคคัลลานะ ท่านมีฤทธิ์เดชขนาดที่ว่าสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวในนรกและสวรรค์ได้ดุจเดินไปสวนหลังบ้าน สามารถทำให้ปราสาทของท้าวพระกาพรหมสั่นสะเทือนได้ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่า แม้แต่พระอรหันต์ผู้ทรงฤทธิ์ถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่อาจหนีพ้นวิบากกรรมอันหนักหน่วงที่เคยทำไว้ในอดีตชาติได้?

ในภพชาติอันแสนไกลโพ้นชาติหนึ่ง ท่านได้เกิดเป็นชายหนุ่มที่รักและดูแลบิดามารดาผู้ตาบอดเป็นอย่างดี แต่ต่อมาเมื่อท่านมีภรรยา ภรรยาของท่านกลับไม่พอใจที่ต้องคอยปรนนิบัติพ่อแม่สามีที่ตาบอด จึงได้เป่าหูสามีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าพ่อแม่ของท่านสร้างแต่ความเดือดร้อนสกปรก จนในที่สุด ด้วยความหลงในภรรยา อวิชชาก็เข้าครอบงำจิตใจ ทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นตัดสินใจทำกรรมที่ชั่วช้าที่สุด เขาลวงบิดามารดาว่าจะพาไปเยี่ยมญาติต่างเมือง แล้วพาเข้าป่าเปลี่ยว จากนั้นก็แสร้งทำเป็นเสียงโจรปล้น แล้วลงมือทุบตีบิดามารดาของตนเองจนสิ้นใจ ท่านลองนึกถึงหัวอกของพ่อแม่ในขณะนั้นดูเถิดครับ แม้จะเจ็บปวดเจียนตาย แต่ด้วยความรักที่มีต่อลูก ท่านทั้งสองยังคงร้องตะโกนบอกให้ลูกรีบหนีไป เพราะห่วงว่าโจรจะทำร้ายลูกของตน โดยที่ไม่เคยระแคะระคายเลยว่าโจรใจอำมหิตที่กำลังทุบตีท่านอยู่นั้น ก็คือลูกชายสุดที่รักของท่านนั่นเอง

บาปกรรมจากการทำอนันตริยกรรมในครั้งนั้น ส่งผลให้ชายหนุ่มต้องตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานานแสนนาน เมื่อผลจากนรกแล้ว เศษกรรมที่เหลืออยู่ยังติดตามมาส่งผลในชาติสุดท้าย ชาติที่ท่านได้เป็นถึงพระอรหันต์ ในบั้นปลายพระชนชีพของท่านจึงต้องถูกโจรทุบตีจนร่างกายแหลกละเอียด ก่อนที่จะดับขันธ์ปรินิพพานไป นี่คือเรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่ากรรมปาณาติบาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฆ่าผู้มีพระคุณนั้น มันหนักหนาเพียงใด ขนาดที่ว่าแม้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องชดใช้ด้วยชีวิต

ในชาดกต่างๆ ก็ได้กล่าวถึงผลของกรรมข้อนี้ไว้อย่างชัดเจน เช่นในมหาปิงคลชาดก ได้เล่าถึงพระเจ้าปิงคละผู้โหดร้าย ชอบเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เมื่อสวรรคตจึงไปเกิดเป็นเปรตใหญ่ ทรมานแสนสาหัสจากผลกรรมปาณาติบาตโดยตรง หรือในมัตตกภัตตชาดก ที่พราหมณ์ผู้หนึ่งจะฆ่าแพะเพื่อทำบุญอุทิศให้บิดา แต่พระพุทธองค์ทรงเปิดเผยว่าแพะตัวนั้นคือบิดาของเขากลับชาติมาเกิด และอีกชาติที่ผ่านมาแพะตัวนี้ก็ถูกลูกชายคนนี้ฆ่าเพื่อเส้นไหว้ตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นถึงวงจรเวรกรรมอันน่าสะพรึงกลัวของการฆ่า

ในทางตรงกันข้าม ดังเช่นในสุวรรณกักกตชาดก ที่พระโพธิสัตว์เกิดเป็นปูทอง ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อช่วยพราหมณ์ให้รอดจากช้างตกมัน ก็แสดงให้เห็นถึงหัวใจอันประเสริฐ ที่เห็นคุณค่าชีวิตผู้อื่นยิ่งกว่าตนเอง

วิบากกรรมของปาณาติบาตนั้นไม่ได้น่ากลัวแค่ในโลกหน้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงในปัจจุบันชาติด้วย ผู้ที่ชอบเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ย่อมมีอายุสั้น มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เสมอ พลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีศัตรูคอยปองร้าย และมักจะถูกผู้อื่นเบียดเบียนทำร้ายด้วยวิธีคล้ายๆ กัน

ครูบาอาจารย์องค์สำคัญอย่างหลวงพ่อลิงดำ วัดท่าซุง ท่านได้เคยให้แง่คิดที่น่าสนใจไว้ว่า "กรรมปาณาติบาตเป็นกรรมที่ตัดรอนความดีอื่น" ท่านอธิบายว่าเพราะเมื่อเราอายุสั้น โอกาสในการที่จะสร้างบุญกุศลอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน การรักษาศีลข้ออื่นให้บริบูรณ์ หรือการเจริญภาวนา มันก็ย่อมหมดสิ้นไปด้วย ท่านจึงย้ำอยู่เสมอว่า แม้แต่การตบยุง ฆ่ามด หรือฆ่าปลวก แม้จะเป็นสัตว์เล็กๆ แต่จิตที่คิดจะฆ่า จิตที่เศร้าหมองในขณะที่ทำ มันก็คือจิตที่เป็นบาป เป็นการสะสมความโหดร้ายไว้ในใจทีละน้อยทีละน้อยลง โดยที่เราไม่รู้ตัว

ดังนั้น เมื่อเราพิจารณาถึงความร้ายแรงของศีลข้อที่ 1 เราจะเห็นได้ว่ามันคือการทำลายล้างที่ถึงที่สุด เป็นการก่อกรรมที่สร้างความทุกข์และความหวาดกลัวให้แก่ผู้อื่นอย่างมหาศาล และส่งผลเป็นวิบากกรรมที่ร้ายแรงและชัดเจนที่สุดข้อหนึ่ง

แต่ทว่า การทำลายล้างไม่ได้มีเพียงแค่การพรากชีวิตและลมหายใจเท่านั้น การทำลายทรัพย์สินที่เขาสร้างมาด้วยความยากลำบาก หรือการทำลายความไว้ใจในสถาบันครอบครัวที่เขาหวงแหน ก็เป็นการสร้างความทุกข์ที่รุนแรงไม่แพ้กัน แล้วความร้ายแรงของบาปแห่งการล่วงละเมิดศีลในข้อที่ 2 และข้อที่ 3 จะเป็นอย่างไร?

เมื่อเราได้เห็นแล้วว่าการพรากชีวิตในศีลข้อที่ 1 นั้นเป็นการสร้างความทุกข์อย่างมหันต์ แต่บาปกรรมที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ก็สร้างบาดแผลที่ลึกซึ้งและยาวนานไม่แพ้กัน นั่นคืออทินนาทาน การลักขโมยทรัพย์สินที่เจ้าของมิได้ให้ และกาเมสุมิจฉาจาร การล่วงละเมิดบุคคลอันเป็นที่รักของผู้อื่น

ลองนึกภาพตามนะครับ สังคมที่เราอาศัยอยู่นี้จะสงบสุขได้อย่างไร หากเราต้องคอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าทรัพย์สินที่เราหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง จะถูกใครที่ไหนก็ไม่รู้มาฉกฉวยเอาไป ความไว้วางใจซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคม ย่อมพังทลายลง หากศีลข้อที่ 2 นี้ถูกละเมิด การลักทรัพย์ ไม่ว่าเล็กน้อยหรือมากมาย ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากจิตใจที่ขาดความพอดี จิตที่เต็มไปด้วยความโลภ และไม่เคารพในกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงสอนให้เราดำเนินชีวิตด้วย "สัมมาอาชีวะ" คือการเลี้ยงชีพในทางที่ชอบที่สุจริต ไม่เบียดเบียนใคร และทรงให้พุทธศาสนสุภาษิตเตือนใจไว้ว่า "อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ" ตนนั่นแหละคือที่พึ่งแห่งตน การสร้างฐานะสร้างความมั่นคง ควรจะมาจากสองมือและสติปัญญาของเราเอง ไม่ใช่การหยิบฉวยมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของผู้อื่น

โทษของการเบียดเบียนทรัพย์สินของคนอื่นนั้นเห็นได้ชัดเจนในกุฏิทูสกชาดก เรื่องราวของลิงเกเรตัวหนึ่งที่เห็นนกกระจาบช่วยกันสร้างรังอย่างแข็งแรงสวยงาม ก็เกิดความอิจฉาริษยา พอถึงเวลาที่ฝนตกหนัก แทนที่จะหาที่หลบฝนให้ตัวเอง มันกลับมุ่งไปที่รังของนกกระจาบ แล้วใช้มือทำลายรังนั้นจนพังพินาศ เพียงเพื่อความสะใจของตน สุดท้ายเมื่อพายุฝนโหมกระหน่ำ เหล่านกกระจาบยังมีปีกบินไปหาที่หลบภัยอื่นได้ แต่เจ้าลิงตัวนั้นกลับต้องทนทุกข์ทรมานหนาวจนตายอยู่กลางสายฝนนั่นเอง นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าผู้ที่คิดทำลายสมบัติของผู้อื่น สุดท้ายแล้วภัยนั้นย่อมย้อนกลับมาทำลายตนเอง เช่นเดียวกับในเสยชาดก ที่เหล่าอำมาตย์ผู้โลภมาก พากันลักผ้าห่มของพระราชาที่แสร้งบรรทมหลับอยู่ จนสุดท้ายถูกลงโทษและเสื่อมจากยศฐาบรรดาศักดิ์ไป

วิบากกรรมของผู้ที่ผิดศีลข้อ 2 ย่อมส่งผลให้เป็นผู้ที่เกิดมาขัดสนยากจน ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็มักจะฉิบหายไปด้วยเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้น้ำท่วม หรือถูกโจรปล้น และที่สำคัญ ย่อมเป็นผู้ที่มีศัตรูอยู่รอบด้าน

และหากการลักทรัพย์เป็นการทำลายความไว้วางใจในสังคม การล่วงละเมิดในกาม หรือกาเมสุมิจฉาจาร ก็คือการทำลายความไว้วางใจที่ละเอียดอ่อนและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด นั่นคือสถาบันครอบครัว ศีลข้อนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ทรัพย์สินภายนอก แต่มันทำลายหัวใจของคน ทำลายความรัก ความศรัทธา และความผูกพันที่สร้างกันมา บาดแผลที่เกิดจากการนอกใจ เป็นบาดแผลที่มองไม่เห็น แต่กลับเจ็บปวดและเป็นรอยแผลเป็นในใจไปตลอดชีวิต ก่อให้เกิดความแตกแยก ลูกกำพร้า และสร้างศัตรูคู่แค้นที่พร้อมจะจองล้างจองผลาญกันไปข้ามภพข้ามชาติ

ธรรมะที่อยู่ตรงข้ามกับความมักมากในกาม คือ "ความสันโดษ" การรู้จักยินดีพอใจในคู่ครองของตน การให้เกียรติและซื่อสัตย์ต่อกัน คือรากฐานที่จะทำให้ครอบครัวมีความสุขและความอบอุ่นอย่างแท้จริง ดังที่ปรากฏในอัมพชาดก เรื่องราวของพราหมณ์ผู้หนึ่งที่มีภรรยา สวยงาม แต่ด้วยความไม่ไว้วางใจ ก็คอยตามหึงหวงจับผิดอยู่ตลอดเวลา สร้างความทุกข์ใจให้แก่ทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นอาจารย์ทิสาปาโมก ได้ให้สติสอนให้รู้จักคุณค่าของความไว้วางใจ การให้เกียรติ และการปล่อยวาง เมื่อพราหมณ์นำไปปฏิบัติ ครอบครัวที่เคยร้อนรุ่มก็กลับมามีความสุขสงบร่มเย็นอีกครั้ง

ครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อลิงดำ ท่านได้เน้นย้ำถึงเรื่องนี้ไว้เป็นพิเศษว่า "กรรมกาเมเป็นกรรมที่ส่งผลเผ็ดร้อนและรวดเร็วมาก" ท่านกล่าวว่ามันสามารถทำลายครอบครัวให้พังพินาศได้ในพริบตา สร้างศัตรูและความเจ็บแค้นได้อย่างง่ายดาย และวิบากกรรมอันแสนสาหัสของมันคือจะส่งผลให้ต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักในทุกๆ ชาติที่เกิดไป

จริงอยู่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "นัตถิ โลเก อนิทิโต" คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก แต่การกระทำผิดในศีล 2 ข้อนี้ คือการล่วงละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นอย่างชัดเจน ย่อมนำมาซึ่งคำครรหานินทา ความเกลียดชัง และศัตรูอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน

เราได้เห็นแล้วว่าการกระทำทางกายที่ล่วงละเมิดชีวิต ทรัพย์สิน และครอบครัวของผู้อื่นนั้น สร้างความเสียหายและความทุกข์ได้ อย่างไร แต่ยังมีการทำลายล้างอีกแบบหนึ่ง ที่มองไม่เห็นด้วยตา ไม่ได้ใช้อาวุธ แต่กลับสร้างความเสียหายได้รุนแรงยิ่งกว่า นั่นคือการทำลายล้างด้วยวาจา แล้วคำพูดเท็จเพียงไม่กี่คำ จะสามารถทำลายความจริง ทำลายชื่อเสียง และทำลายชีวิตของคนๆ หนึ่ง ได้อย่างไร?

คำพูดเท็จเพียงไม่กี่คำ สามารถทำลายความจริง ทำลายชื่อเสียง และทำลายชีวิตของคนๆ หนึ่ง ได้อย่างไรนั้น เป็นคำถามที่ชวนให้เราต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เพราะ "มุสาวาท" บาปแห่งการทำลายความจริง คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดชนิดหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ดาบ หอก หรืออาวุธใดๆ ก็ตาม อย่างมากก็ทำได้แค่ทำลายร่างกาย แต่คำโกหก คำใส่ร้าย คำพูดที่ไม่จริง มันสามารถสังหารตัวตนของคนหนึ่งได้ทั้งเป็น มันทำลายเกียรติยศชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตให้พังพินาศลงในพริบตา สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจที่กาลเวลาก็ไม่อาจรักษาให้หายสนิทได้ และที่น่ากลัวที่สุด คือมันสามารถก่อให้เกิดความแตกแยก ความเกลียดชัง จากคนใกล้ชิดที่สุด ไปจนถึงระดับสังคมและประเทศชาติได้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเล็งเห็นถึงภัยอันใหญ่หลวงของมุสาวาทนี้เป็นอย่างดี พระองค์ถึงกับเคยตรัสสอนพระราหุนโอรสองค์เดียวของพระองค์ว่า "ดู ก่อนราหุล บุคคลใดที่ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ เราตถาคตขอกล่าวว่า บาปกรรมใดๆ ที่บุคคลนั้นจะทำไม่ได้นั้น ไม่มี" นี่คือพุทธวจนะที่เฉียบขาดและน่าพรั่นพรึงอย่างยิ่ง เพราะเป็นการชี้ให้เห็นว่าการโกหก คือการพังทลายของด่านป้องกันที่สำคัญที่สุดในใจ นั่นคือความละอายต่อบาป เมื่อใดก็ตามที่คนเราสามารถพูดในสิ่งที่ไม่จริงได้อย่างหน้าตาเฉย ก็เปรียบเสมือนการเปิดประตูใจต้อนรับกองทัพแห่งความชั่วร้ายทุกชนิด ให้เข้ามาครอบงำได้ อย่างง่ายดาย

ธรรมะที่อยู่ตรงข้ามกับมุสาวาทโดยสิ้นเชิง คือ "สัจจบารมี" การรักษาความจริงถือเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในบารมี 10 ทัศที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ เพราะความจริงคือรากฐานของความไว้วางใจทั้งหมด ส่วนคำโกหกคือรากฐานของความเสื่อมทั้งปวง

นอกจากนี้ โทษของการพูดเท็จยังรวมไปถึงวจีทุจริต หรือความประพฤติชั่วทางวาจาอีก 3 ประการด้วยกัน นั่นคือ การพูดส่อเสียดยุยงให้คนแตกกัน การพูดคำหยาบคายให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจ และการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ซึ่งล้วนแต่เป็นการสร้างกรรมทางวาจาทั้งสิ้น

เราทุกคนคงเคยได้ฟังนิทานสากลเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ ซึ่งเป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนโทษของมุสาวาทได้อย่างชัดเจนที่สุด เด็กเลี้ยงแกะที่ตะโกนหลอกชาวบ้านว่าหมาป่ามาแล้ว เพียงเพื่อความสนุกสนาน ในครั้งแรกๆ เขาสามารถหลอกให้คนเชื่อและวิ่งมาช่วยได้ แต่เมื่อเขาพูดโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความน่าเชื่อถือของเขาก็หมดสิ้นไป จนกระทั่งวันที่หมาป่ามาจริงๆ แม้เขาจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือดังเพียงใด ก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครมาช่วยอีกต่อไป สุดท้ายฝูงแกะของเขาก็ถูกหมาป่ากัดกินจนหมดสิ้น นี่คือวิบากกรรมที่เห็นได้ทันตา การทำลายความจริง สุดท้ายก็คือการทำลายที่พึ่งของตนเอง

ในชาดกก็มีเรื่องราวมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงโทษของการไม่รักษา วาจา เช่นในกัฉปชาดก เล่าถึงเต่าพระโพธิสัตว์ที่อยากจะเดินทางไปชมป่าหิมพานต์ พญาหงส์ 2 ตัวจึงมีเมตตาช่วยคาบปลายไม้ข้างละตัว แล้วให้เต่าคาบไม้ไว้ตรงกลาง ก่อนจะพาบินขึ้นไปบนท้องฟ้า โดยกำชับไว้ อย่างหนักแน่นว่า "ห้ามอ้าปากพูดเป็นอันขาด" แต่เมื่อบินผ่านหมู่บ้าน พวกเด็กๆ ที่เห็นเต่าลอยอยู่บนท้องฟ้า ก็พากันหัวเราะเยาะและตะโกนล้อเลียน เต่าพระโพธิสัตว์อดรนทนไม่ได้ จึงอ้าปากหมายจะพูดตอบโต้ ทันทีที่อ้าปาก ร่างของท่านก็ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้น จนถึงแก่ความตาย เพราะไม่สามารถรักษา วาจาของตนเองไว้ได้นั่นเอง

อีกเรื่องหนึ่งในมิตตวินทุกชาดก ก็แสดงให้เห็นถึงภัยของการหลงเชื่อคำเท็จ ชายชื่อมิตตวินทุกะ ได้เดินทางไปพบกับเปรตตนหนึ่งที่กำลังทูลกงจักรกลที่หมุนบดขยี้ศีรษะอยู่ตลอดเวลา ด้วยความอยากจะพ้นทุกข์ ตนนั้นจึงได้โกหกว่า "ท่านผู้เจริญ ที่ข้าพเจ้าทูลอยู่บนหัวนี้คือดอกบัวอันประเสริฐ ท่านอยากได้ไปประดับศีรษะบ้างหรือไม่?" มิตตวินทุกะหลงเชื่อคำโกหกนั้น จึงตอบตกลงทันใดนั้น กงจักรกลก็ได้ย้ายจากศีรษะของตน มาอยู่บนศีรษะของเขาแทน ทำให้เขาต้องรับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส นี่คือโทษของการหลงเชื่อคำลวง ซึ่งซึ่งเป็นผลพวงมาจากการมีอยู่ของคนมุสา นั่นเอง

ครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อลิงดำ ได้สรุปเรื่องนี้ไว้อย่างขมขื่นว่า "คนโกหกเป็นปกติ แม้จะพูดความจริงก็ไม่มีใครเชื่อ" และท่านยังสอนอีกว่า การโกหกเพียงครั้งเดียว อาจจะต้องนำไปสู่การโกหกอีกร้อยครั้งพันครั้ง เพื่อที่จะปิดบังความผิดเดิมของตนเอง มันคือการสร้างโซ่ตรวนขึ้นมาผูกมัดตนเอง ให้จมดิ่งลงไปในความเท็จ จนหาทางกลับสู่ความจริงไม่ได้อีกเลย วิบากกรรมของผู้ที่มักกล่าวเท็จนั้น ย่อมส่งผลให้เกิดมาเป็นผู้ที่ไม่มีใครเชื่อถือในคำพูด มักถูกใส่ร้ายป้ายสีอยู่เสมอ และตำรากล่าวไว้ว่าจะมีกลิ่นปากที่เหม็นอย่างรุนแรงอีกด้วย

เมื่อเราได้เห็นแล้วว่าการกระทำทางกายในศีล 3 ข้อแรก และการกระทำทางวาจาในศีลข้อที่ 4 ล้วนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น และย้อนกลับมาทำร้ายตนเองได้อย่างแสนสาหัส แต่ทว่า ยังมีศีลอีกข้อนึงที่ไม่ได้เป็นการเบียดเบียนใครโดยตรงในตอนแรก แต่กลับถูกมองว่าเป็นรากเหง้าของความเสื่อมทั้งปวง เป็นประตูที่เปิดไปยังการละเมิดศีลได้ทุกข้อ การกระทำที่ทำลายเครื่องป้องกันที่สำคัญที่สุดนั่นคือ "สติ" จะมีอานุภาพทำลายล้างที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าการฆ่า การลักขโมย หรือการโกหกได้อย่างไร?

เมื่อเราได้เห็นแล้วว่าการกระทำทางกายในศีล 3 ข้อแรก และการกระทำทางวาจาในศีลข้อที่ 4 ล้วนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น และย้อนกลับมาทำร้ายตนเองได้อย่างแสนสาหัส แต่ทว่า ศีลอีกข้อหนึ่งที่ไม่ได้เป็นการเบียดเบียนใครโดยตรงในตอนแรก แต่กลับถูกมองว่าเป็นรากเหง้าของความเสื่อมทั้งปวง เป็นประตูที่เปิดไปสู่การละเมิดศีลได้ทุกข้อ การกระทำที่ทำลายเครื่องป้องกันที่สำคัญที่สุดนั่นคือ "สติ" จะมีอานุภาพทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการฆ่า การลักขโมย หรือการโกหกได้อย่างไร?

คำตอบของคำถามนั้นอยู่ในศีลข้อสุดท้าย "สุราเมรัยมัชชปมาทัฏฐาน เวรมณี" การเว้นจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ศีลข้อนี้มีความพิเศษและแตกต่างจาก 4 ข้อแรกอย่างสิ้นเชิง การฆ่า การลักทรัพย์ การผิดในกาม และการพูดเท็จ ล้วนเป็นการกระทำที่เบียดเบียนผู้อื่นโดยตรง แต่การดื่มสุราในขณะที่ยกแก้วขึ้นดื่มนั้น อาจดูเหมือนไม่ ได้ทำร้ายใคร แต่แท้จริงแล้ว นี่คือการกระทำที่ร้ายกาจที่สุด เพราะมันกำลังทำลายป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดที่คอยคุ้มครองตัวเรา นั่นคือ "สติสัมปชัญญะ"

สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัวทั่วพร้อม ธรรมะ 2 ประการนี้คือนายทวารผู้ซื่อสัตย์ ที่คอยเฝ้าระวังประตูทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเรา ไม่ให้สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ล่วงล้ำเข้ามาได้ แต่สุราเมรัยและของมึนเมาทุกชนิด คือยาพิษที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อยามรักษาการผู้นี้ เมื่อดื่มเข้าไป สติจะเริ่มเลือนราง สัมปชัญญะจะเริ่มพร่ามัว ป้อมปราการในใจของเราจะไร้ผู้คุ้มกัน ต้อนรับความชั่วร้ายทุกชนิดให้เข้ามาได้อย่างอิสระ สภาวะที่ปราศจากสติ นี้ในทางธรรมเรียกว่า "ความประมาท" หรือ "ประมาทะ" ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตักเตือนอยู่เสมอ และได้ให้พุทธวจนะเตือนใจไว้ว่า "อัปปมาโท อมตัง ปะทัง ปะมาโท มัจจุโน ปะทัง" ซึ่งแปลความได้ว่า ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย ส่วนความประมาทนั้นเป็นหนทางแห่งความตาย ความตายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงความตายทางร่างกาย แต่หมายถึงความตายจากคุณงามความดีทั้งปวง

นิทานธรรมเรื่องหนึ่ง ได้เปรียบเทียบโทษของสุราเมรัยไว้ได้อย่างเห็นภาพที่สุด มีเรื่องเล่าว่าชายผู้หนึ่งถูกบังคับให้เลือกทำบาปอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประการ คือ 1. ให้ฆ่าแพะ 2. ให้ร่วมประเวณีกับหญิงเจ้าของบ้าน หรือ 3. ให้ดื่มเหล้า ชายผู้นั้นครุ่นคิดว่าการฆ่าสัตว์เป็นบาปหนัก การผิดลูกเมียเขาก็เป็นกรรมชั่ว แต่การดื่มเหล้าดูเหมือนจะเป็นบาปที่เบาที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะดื่มเหล้า แต่เหตุการณ์หลังจากนั้น คือบทพิสูจน์ที่แท้จริง เมื่อเขาดื่มเหล้าจนเมามาย ขาดสติ ความยับยั้งชั่งใจทั้งปวงก็หมดสิ้นไป เขาเห็นแพะอยู่ตรงหน้า ด้วยความคึกคะนอง จึงจับแพะมาฆ่า จากนั้นเมื่อเห็นหญิงเจ้าของบ้าน ด้วยอำนาจของสุราและกิเลสที่ไร้การควบคุม เขาก็ได้ลงมือข่มขืนนางในที่สุด ชายผู้ที่คิดว่าจะทำบาปที่เบาที่สุด กลับกลายเป็นผู้ที่ทำบาปหนักครบถ้วนทั้ง 3 ประการ เพียงเพราะการดื่มเหล้าเพียงอย่างเดียว

นี่คือสาเหตุที่ว่าเหตุใดศีลข้อที่ 5 จึงเป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวง เพราะมันคือจุดเริ่มต้น คือประตูบานแรกที่เมื่อเปิดออกแล้ว จะนำไปสู่การละเมิดศีลข้ออื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ในสุราปานชาดก ได้เล่าถึงเหล่าฤาษีจำนวนมากที่บำเพ็ญตบะอยู่ในป่าหิมพานต์ ท่านเหล่านี้ไม่เคยรู้จักรสชาติของสุรามาก่อน จนกระทั่งได้ลองดื่มน้ำหมักจากผลไม้ ที่กลายเป็นเหล้าโดยธรรมชาติ ก็พากันดื่มจนเมามายขาดสติ ลุกขึ้นมาร้องรำทำเพลง และทำในสิ่งที่ไม่สมควรแก่สมณสารูป หรือในกุมภชาดก ก็ได้กล่าวถึงเทวดาตนหนึ่ง ซึ่งในอดีตชาติเคยเป็นคนขี้เมาอย่างหนัก เมื่อตายไปต้องตกนรกเสวยทุกขเวทนาอยู่เป็นเวลานานมาก เมื่อพ้นจากกรรมแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทวดา ด้วยความปรารถนาดี ท่านจึงได้ปรากฏตัวขึ้น เพื่อตักเตือนพระราชาให้เลิกจากการดื่มสุรา เพราะท่านได้เห็นมากับตนเองแล้วว่าโทษของมันนั้นร้ายแรงเพียงใด

ครูบาอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพอย่างหลวงพ่อลิงดำแห่งวัดท่าซุง ท่านได้เปรียบเทียบไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "คนเมาเหมือนคนบ้าชั่วคราว" คือเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมกาย วาจา ใจของตนเองได้ และท่านมักจะกล่าวสรุปไว้อย่างเฉียบขาดเสมอว่า "ศีลข้อ 5 ข้อเดียวถ้าละเมิดแล้ว อีก 4 ข้อที่เหลือก็พังหมด"

เมื่อเราพิจารณามาถึงจุดนี้ เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า แม้การฆ่าสัตว์ในศีลข้อที่ 1 จะมีวิบากกรรมที่ส่งผลโดยตรงอย่างรุนแรงที่สุด แต่การดื่มสุราในศีลข้อที่ 5 กลับเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด ในแง่ของการเป็นชนวนระเบิดที่พร้อมจะจุดประจายให้ความชั่วร้ายทั้งหมดปะทุขึ้นมาได้ แล้วเมื่อต้องนำศีลทั้งหมดมาชั่งน้ำหนักกันอีกครั้ง ระหว่างบาปที่มีวิบากกรรมมากที่สุด กับบาปที่เป็นต้นเหตุของความเสื่อมทั้งปวง แท้จริงแล้วศีลข้อใดกันแน่ที่ถือได้ว่าร้ายแรงที่สุดในมุมมองขององค์รวมแห่งธรรม?

และคำถามสุดท้ายที่ยังคงค้างคาใจเราอยู่ก็คือ เมื่อต้องนำศีลทั้งหมดมาชั่งน้ำหนักกันอีกครั้ง ระหว่างบาปที่มีวิบากกรรมหนักที่สุด กับบาปที่เป็นต้นเหตุของความเสื่อมทั้งปวง แท้จริงแล้วศีลข้อใดกันแน่ที่ถือได้ว่าร้ายแรงที่สุดในมุมมองขององค์รวมแห่งธรรม? เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ เราอาจต้องเริ่มต้นด้วยพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทานไว้ว่า "สติ โลกัสสมิง ชาคะโร" ซึ่งแปลความได้ว่า สติคือธรรมะที่เป็นเครื่องตื่นอยู่ในโลก คำตอบของคำถามที่ยิ่งใหญ่นี้ ซ่อนอยู่ในความหมายของคำว่า "ตื่น" นี่เองครับ

หากเราจะถามว่า การละเมิดศีลข้อใดมีวิบากกรรมหนักที่สุด คำตอบนั้นย่อมชัดเจนว่าคือ "ปาณาติบาต" การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต โดยเฉพาะการทำอนันตริยกรรม ย่อมส่งผลเป็นกรรมที่หนักหน่วงและรุนแรงที่สุด อย่างไม่ต้องสงสัย ดังที่เราได้เห็นจากเรื่องราวของพระมหาโมคคัลลานะ แต่ทว่า หากเราเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า การละเมิดศีลข้อใดอันตรายที่สุด ในแง่ของการเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความพินาศทั้งปวง เป็นการเปิดประตูสู่ความชั่วร้ายทุกรูปแบบ คำตอบนั้นย่อมชี้ตรงไปที่ศีลข้อที่ 5 "สุราเมรัย" อย่างไม่อาจเป็นอื่นไปได้ เหตุผลก็เพราะศีล 4 ข้อแรก คือการกระทำผิดที่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้กระทำยังมีสติรู้ตัวอยู่ คนที่จะฆ่า จะลักทรัพย์ จะผิดในกาม หรือจะโกหก ส่วนใหญ่แล้วย่อมรู้ตัวดีว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และยังพอมีหิริโอตตัปปะ หรือความละอายเกรงกลัวต่อบาปหลงเหลืออยู่บ้าง แต่สุราเมรัย คือการทำลายสติ ซึ่งเป็นเครื่องรู้ผิดชอบชั่วดีนั้นเสียตั้งแต่ต้น เมื่อสติถูกทำลาย หิริโอตตัปปะก็ย่อมไม่เหลือ ความเป็นมนุษย์ผู้เจริญก็ถูกลดทอนลงไป จนใกล้เคียงกับสัตว์เดรัจฉานที่ทำทุกอย่างไปตามสัญชาตญาณ นี่คือความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริงของมัน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสอยู่เสมอว่า "สติเป็นธรรมมีอุปการะมาก และผู้มีสติย่อมเจริญทุกเมื่อ" สตินี่เองคือรากแก้วของกุศลธรรมทั้งปวง เมื่อเรามีสติ เราจะใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญได้ ซึ่งในทางธรรมเรียกว่า "โยนิโสมนสิการ" คือการพิจารณาโดยแยบคาย เพื่อให้เห็นโทษของความประมาท และเห็นอานิสงส์ของการมีสติ

ลองย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องราวในชาดกต่างๆ ที่เราได้ยกมาอีกครั้งสิครับ เหล่าฤาษีในสุราปานชาดก หรือเทวดาในกุมภชาดก ล้วนแต่ต้องเสื่อมเสียและรับทุกข์ทรมาน เพราะขาดสติจากการดื่มสุรา แล้วลองจินตนาการต่อไปว่า หากชายผู้ฆ่าพ่อแม่ หรือมิตตวินทุกะผู้หลงเชื่อคำโกหก ตกอยู่ในสภาวะมึนเมาด้วยแล้ว การตัดสินใจทำกรรมชั่วเหล่านั้น จะยิ่งเกิดขึ้นมาได้ง่ายดาย และปราศจากความลังเลใจมากขึ้นกว่าเดิมเพียงใด?

ครูบาอาจารย์องค์สำคัญอย่างหลวงพ่อลิงดำ ท่านได้มอบกุญแจดอกสำคัญที่สุดในการไขปัญหานี้ไว้แล้ว ท่านกล่าวว่า "การปฏิบัติกรรมฐานทั้งหมด ก็เพื่อสร้างสติให้ตั้งมั่น" เมื่อเรามีสติสมบูรณ์ตั้งมั่นแล้ว ศีลทุกข้อก็จะรักษาได้โดยอัตโนมัติ เพราะผู้มีสติย่อมรู้ตัวอยู่เสมอว่า กาย วาจา ใจ กำลังจะทำอะไร และย่อมสามารถยับยั้งชั่งใจจากความชั่วได้ทันท่วงที ดังนั้น การทำลายสติด้วยสุราเมรัย จึงเป็นการกระทำที่ร้ายแรงอย่างที่สุด ในแง่ของการทุบทำลายกำแพงแก้วที่คุ้มครองชีวิตของเรา เป็นการเปิดประตูอ้าซ่า ต้อนรับกองทัพแห่งอกุศลกรรมทุกชนิด ให้เข้ามาทำลายชีวิตของเราจนย่อยยับได้อย่างน่ากลัว

เมื่อถึงบทสรุปสุดท้าย คำตอบที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ข้อ 1 ข้อ 2 หรือข้อ 5 ร้ายแรงกว่ากัน แต่ศีลข้อที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือศีลข้อที่เราขาดสติที่จะรักษา สำหรับบางคน อาจเป็นการขาดสติเพราะความโกรธ จนนำไปสู่การทำร้ายเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น สำหรับบางคน อาจเป็นการขาดสติเพราะความโลภ จนนำไปสู่การลักขโมย สำหรับบางคน อาจเป็นการขาดสติเพราะความหลง จนนำไปสู่การผิดในกาม สำหรับบางคน อาจเป็นการขาดสติเพื่อเอาตัวรอด จนนำไปสู่การมุสา และสำหรับหลายๆ คน อาจเป็นการจงใจทำลายสติของตนเองด้วยน้ำเมา ซึ่งเป็นการเปิดทางให้ขาดสติในการรักษาศีลข้ออื่นๆ ทั้งหมด

ดังนั้น สิ่งที่เราควรตระหนักและระวังมากที่สุด จึงไม่ใช่แค่การกระทำผิดในศีลข้อใดข้อหนึ่ง แต่คือการหมั่นประคับประคองสติของเราไว้ให้ดี ให้เป็นประดุจประทีปส่องทาง ให้เป็นดั่งนายทวารผู้รักษาประตูใจ เพราะเมื่อใดที่เรามีสติอยู่กับตัว ศีลทุกข้อก็จะอยู่กับเรา และเมื่อนั้น กำแพงแก้วที่คุ้มครองชีวิตของเรา ก็จะยังคงส่องประกาย ปกป้องเราจากพยันตรายทั้งปวงในสังสารวัฏนี้ได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยตลอดไป

[เพลง]

[เพลง]

[เพลง]